Green Corn moon 4[End] #ก็อตโจ
Green Corn moon 4[End]
เสียงซู่ซ่าของอาหารและกลิ่นหอมปลุกกวินพัฒน์จากนิทราแสนสุข อากาศยามในวันนี้ขมุกขมัวไม่สดใส ฝันยังตั้งเค้า
กวาดสายตารอบๆห้องที่นอนอยู่
เพื่อหาเครื่องห่มกายเพราะตอนนี้เขายังเปลือยเปล่าอยู่ใต้ผ้าห่ม เหตุการณ์เมื่อคืนเขาจำได้ทุกฉากทุกตอน
ยอมรับว่าตนเองอ่อนไหวและเผลอไผล
เขาไม่ใช่คนโง่ที่จะหลอกตัวเองว่าไม่ได้รู้สึกอะไรกับอดีตคนรัก
แต่จะทำเช่นไรต่อไปยังคงเป็นปัญหา เหมือนกับเมฆฝนข้างนอกนั่นแหละ
เปิดตู้เสื้อผ้าเล็กๆที่ตั้งอยู่ในห้องนั้น
คว้าเอาเสื้อยืดย้วยๆตัวนึงมาสวมเปิดดูลิ้นชักก็คว้าเอากางเกงขาสั้นที่ดูใหม่ที่สุดออกมาใช้
เดินตามกลิ่นหอมๆออกมาก็เห็นคนที่นอนกอดกันอยู่เมื่อคืนกำลังก้มหน้าอยู่เหนือเคาต์เตอร์เล็กๆในครัวที่ถูกออกแบบมาอย่างพอเหมาะกับบ้านน้อยๆหลังนี้
เสียงฮัมเพลงเบาเบาดังมาจากพ่อครัวของเช้านี้
“ทำอะไร” กวินพัฒน์เอ่ยถาม
“ตื่นแล้วหรอ ก็ทำง่ายๆข้าวผัดกับปลาทอด ผลไม้มีองุ่น”
ชายหนุ่มเจ้าของไร่เอ่ยตอบอย่างอารมณ์ดี
“ทำบ่อย?”
“ก็ไม่บ่อย
ปกติจะมีคนเอาข้าวมาส่งแต่เมื่อคืนฝนลงหนัก
เขาคงออกมากันลำบากหน่อยทางมาที่นี่มันไม่ค่อยดีอย่างที่เห็นเมื่อวานแหละ”
กวินพัฒน์พยักหน้าเป็นเชิงรับรู้
ไม่ได้ตอบอะไรกลับไปสายตามองออกไปนอกหน้าต่าง
จากมุมนี้ทำให้มองเห็นส่วนหลังของบ้านที่เมื่อวานเขาไม่ได้เดินดู เห็นแปลงผักหลายแปลง ที่ตอนนี้ไม่มีผักอะไรถูกปลูกอยู่เลย
มีท่อซีเมนส์วางอยู่ในนั้นปลูกอะไรบางอย่าง...คงเป็นมะนาว
“ปลูกมะนาวด้วยหรือ”
เจ้าของไร่หันมามองคนถาม ก่อนจะมองตามสายตาออกไปที่สวนมะนาวเล็กนั่น
“อือ
ก็ลองลงไว้ดูสิบกว่าท่อได้ ความคิดขวัญเขาน่ะ”
ชื่อของหญิงสาวอีกคนหลุดออกมาจากปากอิทธิพัทธ์ทำให้กวินพัฒน์นึกได้ว่าอีกคนมีคู่หมั้นอยู่ ที่ที่เขานั่งอยู่ตอนนี้อาจเป็นที่นั่งของเธอ
“หรอ...แล้วเธอไปไหนซะล่ะ
เมื่อวานก็ไม่เห็นเลย” เอ่ยถามเสียงเรียบ
อิทธิพัทธ์เงยหน้ามามองคนถามอีกครั้ง
คราวนี้รอยยิ้มพรายเจ้าเล่ห์ปรากฏบนใบหน้าหล่อเหลา
กวินพัฒน์รู้สึกวูบวาบแปลกๆกับสายตาแบบนั้น
“อะไร
มองแบบนั้นคืออะไร”
“ทำไมล่ะ
หึงหรอครับ?”
“ชิส์
ถ้าใช่แล้วทำอะไรได้”
พึมพำอยู่กับตัวเองกับตัวเองก่อนจะเบือนหน้าไปทางอื่น
อิทธิพัทธ์มองคนที่ทำหน้างอแต่เช้าด้วยหัวใจพองโต ชายหนุ่มวางจานอาหารลงบนโต๊ะทรุดตัวลงนั่งฝั่งตรงข้ามกับคนตัวขาว
“ทานข้าวก่อนแล้วผมจะตอบทุกๆคำถามของโจเลย”
ส่งยิ้มกว้างข้ามโต๊ะไปให้
ทั้งคู่ลงมือจัดการกับอาหารตรงหน้าไปเงียบๆ
ไม่มีบทสนทนาใดแต่ก็ไม่ได้ทำให้บรรยากาศอึดอัดเลย
สายฝนเริ่มพร่างพรมอีกครั้ง
เมื่อจัดการกับอาหารเรียบร้อยแล้ว
กวินพัฒน์อาสาจะล้างจานแต่เจ้าของไร่บอกว่าเดี๋ยวมีแม่บ้านมาทำ
ก่อนจะจูงมืออีกคนให้เดินมานั่งด้วยกันที่โซฟาตัวยาวกลางบ้าน
ดันให้กวินพัฒน์นั่งลงที่โซฟาส่วนตัวเจ้าของบ้านนั่งลงที่พื้นประจันหน้ากัน
“อะ อะไร” กวินพัฒน์ละล่ำละลักถาม
“ผมอยากอธิบายทุกๆอย่าง
อยากเล่าทุกๆเรื่องให้โจฟัง”
“...”
“ช่วยฟังด้วยนะครับ”
พูดจบก็จับมือของอีกคนมาประทับจุมพิตแผ่วเบาที่กลางฝ่ามือ
กวินพัฒน์มองหน้าอีกฝ่ายนิ่งๆ ก่อนจะพยักหน้ารับ
อิทธิพัทธ์ยิ้มอ่อนๆให้ก่อนจะเริ่มเล่าเรื่องทุกอย่าง ตั้งแต่วันที่ตัดสินใจบอกว่าจะต้องหมั้นวันนั้น
สีหน้าเจ็บปวดของคนเล่าเมื่อต้องเอ่ยถึงเหตุผลของครอบครัวและความขมขื่นยามที่ต้องปั้นหน้าต่อคนมากมาย
ความรู้สึกโดดเดี่ยวที่ต้องต่อสู้ตามลำพัง กวินพัฒน์บีบมือของอีกคนแน่น
คิดย้อนกลับไปว่าความเจ็บปวดที่ตนได้รับแม้จะมากมายหากก็เป็นความเจ็บปวดที่ไร้แรงกดดัน
ต่างจากอิทธิพัทธ์
“ทำไมไม่บอกให้เร็วกว่านี้
ทำไมไม่ขอ...ไม่ขอให้รอล่ะ”
คนตัวขาวเอ่ยถาม
“ผมไม่อยากเป็นคนเห็นแก่ตัวไปมากกว่านั้นอีกแล้ว”
“...”
“แค่ต้องทิ้งโจ...ต้องทิ้งให้อยู่คนเดียวแบบนั้นโดยที่ไม่ได้ผิดอะไร ผมก็รู้สึกผิดและเจ็บปวดมาก
ถ้าต้องขอ...ขอให้รอ โดยที่ไม่รู้ว่าปลายทางคืออะไร
ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะทำมันสำเร็จไหม”
“ก็อต...”
อีกครั้งที่นามที่เอ่ยเฉพาะคนสนิทถูกเอ่ยออกมา น้ำเสียงทอดหวานจับใจคนฟัง
“ผมไม่อยากเป็นคนที่เหี้ยไปกว่านั้นแล้ว”
ทั้งคู่นั่งอยู่ในความเงียบงันอยู่อย่างนั้น
หนึ่งคนก้มหน้าตาแดงก่ำอยู่ที่พื้นพรมหน้าโซฟาความหวาดหวั่นเกาะกุมหัวใจ
อีกคนนิ่งอึ้งอยู่บนโซฟา มือข้างหนึ่งถูกกุมแน่น
“ผมจะไม่บอกว่าไม่หวังอะไร จากเรื่องเมื่อคืน..ผมหวังได้ใช่ไหม?” เงยหน้าขึ้นถาม
“...”
กวินพัฒน์นิ่งงัน คิดไม่ถึงว่าจะโดนถามตรงๆแบบนี้
“โจ...ช่วยกลับมาเดินข้างก็อตอีกครั้งได้ไหมครับ”
กวินพัฒน์คิดทบทวนถึงเหตุผลของอีกคนในวันนั้น
จนวันนี้ที่อิทธิพัทธ์มีพร้อมและขอให้กลับมายืนข้างๆกัน อิทธิพัทธ์พร้อมแล้วแล้วตัวเขาเองเล่า
พร้อมหรือไม่ มีสิ่งใดให้มั่นใจว่าพร้อมจะยืนข้างๆคนคนนี้
“ก็อต...ยังรักกันอยู่ใช่ไหม” เอ่ยถามเพื่อย้ำความมั่นใจ
คนที่นุ่งอยู่ที่พื้นเงยหน้าสบตาคนถาม
เบื้องหลังประกายคมกล้าแน่วแน่นั้นเต็มเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกที่มากมาย
เหนือสิ่งอื่นใดคือหัวใจที่เปี่ยมล้นด้วยความรัก
“รักครับ...ก็อตรักโจนะ รักมาตลอด”
คนถูกบอกรักนิ่งงันไปอีกครั้ง รัก
คำนี้ฟังกี่ครั้งก็ยังใจเต้นแรง
หัวใจสูบฉีดเลือดอย่างหนักหน่วงพาลให้ใบหน้าขาวนวลแดงก่ำ
กระแสอุ่นวาบแล่นไปทั่วสรรพางค์กาย
กวินพัฒน์แน่ใจว่าตนเองรู้สึกอย่างไรกับอีกฝ่าย
และยิ่งมั่นใจว่าหัวใจต้องการพำนักอยู่ที่ใดเมื่อได้ฟังคำรักนั้นแต่...
............................................................
...................................................
....................................
...............
.......
....
...
.
คนทั้งคู่กลับลงมาจากท้ายไร่เมื่อย่างเข้ายามบ่าย
กวินพัฒน์ตรงไปเก็บข้าวของในบ้านพักของตนเองก่อนจะมารวมกับเพื่อนๆที่หน้าล็อบบี้
บรรดาเพื่อนๆต่างสอบถามถึงเหตุการณ์เมื่อวาน
โดยที่เจ้าตัวตอบเพียงแต่ว่าติดฝนทำให้กลับมาไม่ได้ รายละเอียดนอกเหนือจากนั้นให้มีคนรับรู้เพียงสองคนเท่านั้นก็เพียงพอ
ในตอนที่ทุกคนขึ้นรถตู้เตรียมจะเดินทางกลับนั้นเจ้าของไร่หนุ่มมายืนส่งพอเป็นพิธี
ไม่มีคำพูดบอกลาใดใดจากคนที่ติดฝนด้วยกันเมื่อคืน
เพราะสิ่งที่อยากจะพูด พูดไปหมดแล้ว
มีเพียงรอยยิ้มบางๆที่ทั้งคู่ลอบส่งให้กันก็เท่านั้น
ร่างสูงของเจ้าของไร่หนุ่มมองส่งรถตู้คันนั้นจนลับสายตา เจ้าตัวเผยยิ้มบางเบาออกมาก่อนจะหมุนตัวกลับเข้าไร่กลับไปทำงาน
จบ.......
หลอกกกกกกกกมีต่อๆ
1 ปีต่อมา
ชายหนุ่มเจ้าของใบหน้าขาวนวลในตีเรียวรีกำลังก้มหน้าก้มตาเซ็นหนังสือให้กับแฟนคลับ
อย่างตั้งอกตั้งใจ งานเขียน เป็นความฝันของกวินพัฒน์
เขาตั้งใจที่จะเดินตามความฝันด้วยการเขียนหนังสือนิยาย
หลายต่อหลายเดือนที่นิยายของเขาถูกโพสต์ลงInternet กระแสตอบรับดีเกินคาด
ด้วยภาษาที่สวยงามและเนื้อเรื่องน่าสนใจทำให้ชายหนุ่มเจ้าของนามปากกา พระจันทร์เดือนสิงหา
เป็นที่จับตามองของวงการนักเขียน
ในการเปิดตัวหนังสือครั้งแรกเมื่อหลายเดือนก่อนกระแสตอบรับดีเกินคาด
วันนี้หลังจากที่จบจากงานเปิดตัวหนังสือแล้วเขาตั้งใจที่จะทำตามที่หัวใจเรียกร้องสักที ตลอดเวลากว่าหนึ่งปีที่ผ่านมาเขาได้เรียนรู้ว่า
บางครั้งหนังสือเล่มเก่าที่คุณอ่านจบไปแล้วอาจไม่ได้มีตอนจบแบบที่คุณอ่านเสมอก็ได้
บางครั้งมันอาจมีตอนจบที่แตกต่างออกไปอยู่ที่คุณกล้าจะหยิบมันขึ้นมาอ่านอีกครั้งหรือไม่
“กลับแล้วหรอโจ” พี่สาวจากกองบรรณาธิการเอ่ยทัก
“ครับ”
“จ้า ขับรถดีดีนะ”
และอีกอย่าง เขียนนิยายเขียนที่ไหนก็ได้นี่จริงไหม....
รถอีโค่คาร์คันเล็กเลี้ยวเข้ามาภายในบริเวณไร่แสงจันทร์
มือเรียวสวยขาวนวลกำจี้ห้อยคอที่เจ้าตัวสวมอยู่ตลอดไว้แน่น
หัวใจเต้นแรงหนักหน่วง....สุดปลายทางนี้มีคนที่เป็นเจ้าของหัวใจของเขารออยู่
“นาย นาย”
เสียงตะโกนจากหน้าบ้านพักในรีสอร์ตนอนชมจันทร์เรียกให้อิทธิพัทธ์เงยหน้าขึ้นจากงานมากมายที่อยู่ตรงหน้า
ทั้งๆที่เป็นเวลาดึกมากแล้วชายหนุ่มก็ยังไม่นอน
“อะไรของเอ็งไอ้จ๊อด”
“มีคนมาหานายครับ”
“ใคร?”
เขาเอ่ยถามเสียงขุ่น ใครมันมาเอาดึกดื่นป่านนี้
“เขาบอกว่าให้เอานี่ให้นายดู
แล้วนายจะรู้เองครับ แล้วเขาบอกว่าจะไปรอที่บ้านครับ”
เด็กหนุ่มคนงานของไร่ยื่นบางสิ่งให้เจ้าของไร่
ชายหนุ่มรับมาพิจารณาอยู่ครู่หนึ่งก็เบิกตากว้างหัวใจกระหน่ำรัวด้วยความยินดี เขาก้าวยาวพรวดเดียวก็ถึงบันไดขั้นแรก
บึ่งไปสตาร์ทรถด้วยความรวดเร็ว ก่อนจะบึ่งออกไปแบบฝุ่นตลบ
ทิ้งให้เด็กหนุ่มผู้มาส่งข่าวยืนเกาหัวแกรกๆด้วยความงุนงง
อิทธิพัทธ์กำสร้อยสีเงินยวงในมือไว้แน่น ความปิติยินดีท่วมท้นในหัวใจ
กลับมาแล้ว
หัวใจของเขา
พระจันทร์ของเขา
ทางขึ้นเนินพระจันทร์อยู่ตรงสุดปลายทางนี้
ปลายทางนี้มีคนที่เป็นทุกอย่างของเขารออยู่
ต่อจากนี้จะไม่ต้องโดดเดี่ยวอีกแล้ว
จะไม่ต้องจ้องมองพระจันทร์บนฟ้าอย่างโดดเดี่ยวอีกแล้ว
พระจันทร์เดือนสิงหาปีนี้ไม่แห้งแล้งเหมือนอย่างเคย
....................จบ..................
แถมอีกนิด
กวินพัฒน์แน่ใจว่าตนเองรู้สึกอย่างไรกับอีกฝ่าย และยิ่งมั่นใจว่าหัวใจต้องการพำนักอยู่ที่ใดเมื่อได้ฟังคำรักนั้นแต่...
“ถ้าเราเป็นฝ่ายขอให้รอล่ะ”
กวินพัฒน์เอ่ยออกมาแผ่วเบา
“...”
“เราอยากเขียนหนังสือ
อยากทำตามความฝันอยากแน่ใจว่าตัวเองพร้อมที่จะยืนข้างก็อต
ถ้าเป็นเราเองที่เห็นแก่ตัว ขอให้ก็อตรอ...จะรอได้ไหม”
อิทธิพัทธ์นิ่งอึ้งกับคำขอของอีกคน
แต่เมื่อชั่งใจดูแล้วหากปลายทางของการรอคอยคือความสุข ต่อให้นานกว่าชีวิตเขาก็จะรอ
“ครับ จะรอ จะรอโจนะ”
“...”
กวินพัฒน์ยิ้มกว้างตอบรับ ยิ้มอย่างที่ตลอดหลายปีที่ผ่านมาไม่เคยได้ยิ้ม
อิทธิพัฒน์เอื้อมมือไปปลดสร้อยคอที่ตนเองสวมอยู่ตลอดเวลาออกมา
วางมันบนมือของอีกคน มันเป็นสร้อยคอธรรมดาๆ
จี้ของสร้อยคอนั้นเป็นรูปพระจันทร์ครึ่งเสี้ยวสีเงิน
กำมือของอีกคนเอาไว้ด้วยอุ้งมือของตนก่อนจะเอ่ยคำสัญญา
“ก็อตไม่เคยสัญญา...แต่จากนี้จะขอสัญญา
สัญญาว่าจะรอจะรอวันที่โจเอาพระจันทร์มาคืนให้ท้องฟ้า
จะรอจนกว่าจะกลับมาหากัน”
ว่าจบก็ก้มลงจุมพิตที่ข้อมือขาวนวลแผ่วเบาราวปีกผีเสื้อ
ทว่าแฝงความหนักแน่นดุจคำสัญญา สัญญาของท้องฟ้าต่อพระจันทร์
จบจริงๆซะทีเถอะ...........................
END
จากคนเขียนถึงคนอ่าน
ในที่สุดเรื่องราวที่ร้อยเรียงก็ดำเนินมาจนตอนจบ
เรื่องราวต่อจากนี้เป็นสิทธิ์ของคนอ่านที่จะจินตนาการต่อกันเอง
หลายครั้งที่ความรักไม่ได้จบลงด้วยการแต่งงานและหลายครั้งการเลิกราก็ไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของทางเดิน
ปลายทางจะเป็นยังไงอยู่ที่ใจเราเลือกเอง
ขอบคุณทุกๆคอมเม้นและทุกๆยอดวิวคุณคือแรงบันดาลใจและกำลังใจที่ดีเสมอมา
ขอบคุณที่เดินทางมาด้วยกันจนบรรทัดนี้
ขอบคุณสิบล้านครั้งยังไม่พอหรือถ้าจะมากไปก็ให้พระจันทร์คืนนี้ขอบคุณแทน^___^
พบกันโอกาสหน้าค่ะ
ChabaSri
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น