Green Corn moon 2 #ก็อตโจ



Green Corn moon 2


Story by. ChabaSri



สติกลับคืนมาเมื่อรับรู้ถึงแรงกระตุกเบาๆจากข้อเท้าในอุ้งมือ

  
            “ขอโทษนะ แรงไปหรือเจ็บหรือเปล่า” เอ่ยถามด้วยความเป็นห่วงจริงใจ


            “เปล่า แต่คิดว่าพอแล้วล่ะ ดึกแล้วคุณไปพักเถอะ” เอ่ยปากไล่อีกครั้ง



เจ้าของไร่หนุ่มวางมือจากข้อเท้าขาวแผ่วเบาแล้วลุกขึ้นเปลี่ยนจากนั่งคุกเข่าที่พื้นเป็นยืนกอดอกจ้องคนบนเตียงเขม็ง


            “เรามาคุยกันหน่อยไหม” เจ้าของไร่เอ่ยขึ้น


            “ไม่เห็นมีอะไรต้องคุย” คนบนเตียงเอ่ยตอบน้ำเสียงเย็นชา ไม่มองหน้าอีกฝ่าย


            “ไม่มีอะไรจะถามผมเลยหรือไงทั้งๆที่มาถึงที่นี่แล้ว” 



จบประโยคนั้นกวินพัทธ์หันมามองคนพูดในตาดำขลับในกรอบเรียวรีวาวโรจน์เต็มไปด้วยเพลิงโทสะ แต่หารู้ไม่ว่าเจ้าของประโยคนั้นหวังสิ่งนี้จากตนอยู่


            “คิดว่าอยากจะมามากหรือไง  ไอ้ที่ที่มีคนแบบคุณอยู่ที่นี่น่ะ”


            “ไอ้คนแบบผม ที่เคยเป็นผัว คุณน่ะหรอ”


กวินพัฒน์อ้าปากค้าง อึ้งกับฝีปากของอีกคนที่ดูจะพัฒนาขึ้นมาก ขอบตาร้อนผ่าวเพราะความรู้สึกหลากหลายที่ตีขึ้นมา


            “ว่ายังไง จะคุยกันได้หรือยังหรือต้องให้ย้ำสถานะก่อน”


            “คนที่ทิ้งไปก่อนน่ะมีสิทธิมาพูดแบบนี้รึไง ออกไปนะ”



เอ่ยปากไล่ มือก็คว้าเอาหลอดยาที่วางอยู่ข้างกายปาใส่อกอีกฝ่ายอย่างแรง



            ฉับพลันร่างกายสูงใหญ่ของเจ้าของไร่หนุ่มก็ชาร์ตคนตัวขาวที่นั่งอยู่บนเตียงอย่างรวดเร็ว กวินพัฒน์หงายหลังลงกับเตียงด้วยแรงนั้นโดยไม่ทันตั้งตัว เงาดำทะมึนจากคนที่กระทำอุกอาจทาบทับอยู่เหนือร่าง



            “ใครทิ้งใครพูดให้เคลียร์ซิ”  ใบหน้าหล่อเหลาโน้มเข้ามาใกล้ คนตัวขาวที่นอนหอบหายใจคิ้วขมวดมุ่นด้วยความงงงวบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น


            “ไม่มีอะไรทั้งนั้น ลุกออกไปได้แล้ว”


            “โจ”


ชื่อของตนเองที่ออกมาจากปากอีกฝ่ายทำให้กวินพัทธ์ชะงักไป  ดวงตาดำขลับยาวรีสบเข้ากับดวงตาคมกล้าคู่นั้น ความรู้สึกที่พยายามกดทับเอาไว้ในอกตีตื้นขึ้นมาจุกที่คอ ทำไมถึงได้มีแววตาที่เจ็บปวดแบบนั้น คนที่ควรจะมีแววตาแบบนั้นมันผมเองไม่ใช่หรือไง


ข้อนิ้วหยาบกร้านข้างหนึ่งเกลี่ยแผ่วเบาที่แก้มขาวไล้ไปจนถึงหางตาเรียวรี เกลี่ยเช็ดรอยชื้นเล็กๆที่หางตา



            กวินพัฒน์เบือนหน้าหนีจากสัมผัสนั้น



            “ออกไปเถอะ ขอร้อง”  รู้สึกตกใจกับน้ำเสียงสั่นพร่าของตัวเอง




เจ้าของไร่หนุ่มนิ่งมองคนที่เอ่ยปากไล่เขาเป็นรอบที่เท่าไหร่แล้วก็ไม้รู้



ใบหน้าขาวนวลสว่างชัดเจนในความทรงจำ ดวงตางดงามที่หลงใหลที่เคยจ้องมองมาที่เขาเสมอบัดนี้กลับเสมองไปทางอื่น ความเจ็บปวดใดจะเทียบเท่ากับการไม่อยู่ในสายตาของคนที่เป็นเจ้าของหัวใจ   พระจันทร์ดวงนั้นที่เคยทอดแสงมายังเขาเสมอบัดนี้อิทธิพัทธ์รับรู้เพียงแสงจากอดีตที่เย็นชาและเหน็บหนาว  


 วันนี้เขาจะยอมจากไปแต่จะขอปฏิญาณกับตนเองเอาไว้ ว่าจะไม่ยอมให้พระจันทร์ดวงนี้หายไปอีกแล้ว



ร่างสูงใหญ่ของเจ้าของไร่หนุ่มผุดลุกขึ้นยืนพลางฉุดอีกคนให้ลุกขึ้นนั่งดีๆ  เดินกลับไปหยิบหลอดยาที่นอนแอ้งแม้งอยู่ที่พื้นมาวางไว้ข้างตัวคนที่บัดนี้ยังไม่ยอมมองหน้ากัน


            “ผมจะกลับไปแต่ไม่ได้หมายความว่าผมแพ้หรอกนะ วันนี้ผมจะให้คุณพัก ถ้ามีอะไรก็ตะโกนเรียกละกัน”  ว่าจบก็เดินหันหลังกลับออกไปจากบ้านพักของกวินพัฒน์



            เจ้าของห้องพักถอนหายใจเฮือกใหญ่ เมื่อแผ่นหลังของอิทธิพัทธ์ลับออกจากประตูไป เหลือบมองออกไปนอกหน้าต่าง พระจันทร์ลอยขึ้นสูงจากเดิมเล็กน้อย พระจันทร์เดือนนี้ดูแห้งแล้งเหมือนฟางข้าวโพดกลางทุ่ง แห้งแล้งเหมือนก้อนเนื้อเลวที่อยู่ในอก เป็นเรื่องน่าแปลกที่ความรู้สึกบัดนี้ราวกับมีหยดน้ำค้างเล็กๆหยดลงบนใจแห้งๆนี้



            เคียงข้างจันทร์สว่างนวลคือดาวฤกษ์ดวงน้อยที่มักจะปรากฏเคียงข้างบริวารของโลกดวงนั้น นักดาราศาสตร์บอกว่าแสงจากดาวในวันนี้คือแสงจากอดีตที่พึ่งเดินทางมาถึงดวงตาเรา แสงดาววันนี้จะใช่แสงของเมื่อหลายปีก่อนหรือเปล่าเมื่อหลายปีก่อนที่เหตุการณ์ทั้งหมดเริ่มขึ้นและจบลง





มันเป็นเวลาพลบค่ำกลางเดือนหนึ่งในฤดูหนาว ที่ริมอ่างเก็บน้ำในมหาวิทยาลัย สถานที่ซึ่งคนสองคนนัดพบกัน...ครั้งสุดท้าย


            “ผมต้องกลับบ้าน...กลับไปหมั้นกับคนที่ที่บ้านหาให้”



น้ำเสียงทุ้มที่เคยทอดหวานบัดนี้แห้งผาก เมื่อต้องเอ่ยบอกถึงความจำเป็นนี้กับคนรัก มันเป็นการตัดสินใจที่ยากที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิตของผู้ชายที่ชื่อิทธพัทธ์



            กวินพัฒน์รู้สึกราวกับว่าหัวใจถูกบีบด้วยมือที่มองไม่เห็น ร่างกายแข็งค้างมือเย็นเฉียบ


            “มันเป็นเหตุผลทางธุรกิจ ครอบครัวของเธอสามารถช่วยเหลือเรื่องตลาดรับซื้อของที่ไร่ได้”



คำว่าเธอ ที่ออกมาจากปากคนรักทำให้กวินพัฒน์รู้สึกราวกับมีมีดคมกริบมากรีดความรู้สึกให้ขาดวิ่นมากกว่าเดิม
ภาพของคนรักที่ยืนนิ่งค้างและสีหน้าเจ็บปวด ทำให้อิทธิพัทธ์รู้สึกราวจะขาดใจ ทำไมนะ ทำไมมันถึงได้ยากเย็นแบบนี้


ตลอดเวลาที่ผ่านมาอิทธิพัทธ์ ไม่เคยนึกภาพตนในวันที่ไม่มีกวินพัฒน์ข้างกาย เมื่อถึงเวลาที่ต้องเอ่ยลาจริงๆเขาถึงรู้ว่ามันยากและเจ็บปวดเพียงใด 



กวินพัฒน์ไม่เอ่ยคำใด ไม่เอ่ยถามเข้าใจได้ถึงความจำเป็นของคนรัก  ทำเพียงพยักหน้ารับรู้และเดินจากมา 



ไม่สนใจเสียงร้องเรียกของอีกคน ไม่สนใจว่าจะวิ่งตามมาหรือเปล่า 



 ทำเพียงก้าวเท้าต่อไป เร็วขึ้น ถี่ขึ้น จนกลายเป็นวิ่ง วิ่งไปอย่างไร้จุดหมาย 


ขอบตาร้อนผ่าวทว่าแห้งผาก ริมฝีปากเม้มแน่น แม้ขาจะล้าแต่กลับไม่สามรถควบคุมให้หยุดวิ่งได้ ไม่รู้เลยว่าตนเองวิ่งมานานแค่ไหน



 รู้ตัวอีกทีก็ล้มลงกับพื้นหัวเข่ากระแทกกับพื้นซีเมนต์ ความเจ็บปราบขึ้นมาเรียกน้ำตาให้ทะลักทลาย ความเจ็บเกิดขึ้นที่หัวเข่าแต่สองมือกับกุมที่ตำแหน่งหัวใจ ราวกับว่าหากปล่อยมือหัวใจจะแหลกสลายไปมากกว่านี้



วันนั้นกวินพัฒน์ไม่รู้เลยว่าตนเองนั่งร้องไห้อยู่ตรงนั้นนานแค่ไหน รู้ตัวอีกทีก็มายืนอยู่หน้าประตูห้องของตัวเอง เปิดประตู  ทิ้งตัวลงบนเตียงปล่อยให้น้ำตาไหลอย่างมิอาจห้าม เสียงสะอื้นดังก้องอยู่ภายในห้องแคบๆที่เงียบเหงา...ลำพัง 


 กรีดร้องให้กลบความเจ็บปวดในอก ร้องจนร่างกายที่อ่อนล้าอยู่แล้วผล็อยหลับไป เพียงเพื่อจะตื่นมาในตอนเช้า...เพื่อมีชีวิต และยังเจ็บปวด




ฤดูหนาวในปีนั้นเป็นฤดูหนาวที่เลวร้ายที่สุดในชีวิต  เขาไม่ออกไปเที่ยวกับเพื่อน เมื่ออยู่คนเดียวก็มักจะเอาโปรเจ็คขึ้นมาทำ 


ย้ำเตือนตัวเองว่าเป็นงานชิ้นสุดท้ายก่อนจะเรียนจบ ให้มีแรงเพื่อจะเพียรต่อสิ่งท่อยู่ตรงหน้าแต่ช่วงเวลาที่ยากที่สุดกลับไม่ใช่เมื่อยามนั่งทำงานหามรุ่งหามค่ำแต่เป็นยามที่ต้องเข้านอน ในยามที่ต้องดอกตนเองเอาไว้ เพื่อข้ามผ่านค่ำคืนที่เหน็บหนาว เพื่อตื่นขึ้นและพบว่าหมอนเปียกชุ่มไปด้วยน้ำตา




กวินพัฒน์ใช้ชีวิตราวกับว่าไม่เคยมีคนคนหนึ่งในช่วงเวลาหนึ่งในชีวิต หลายสัปดาห์ต่อมาจากนั้น เขารับรู้ข่าวคราวของอดีตคนรักผ่านคำบอกเล่าของเพื่อนสนิทที่แจ้งกับเพื่อนทุกคนว่าลาเรียนไปงานหมั้นของน้องชาย



หลายเดือนต่อมาเขาก็บินข้ามโลกไปเรียนด้านวรรณกรรมที่ฝรั่งเศสตัดขาดข่าวคราวใดใดจากเมืองไทย แม้จะเป็นประเทศที่สวยงามแต่กลับเงียบเหงาในความรู้สึก  ความเจ็บปวดในคราแรกเปลี่ยนเป็นความปวดหนึบเมื่อยามนึกถึงราวกับมีเสี้ยนเล็กๆยอกปักอยู่ในใจ




            และในยามนี้แม้เหตุการณ์นั้นจะผ่านมาหลายปี กวินพัฒน์รู้ดี ระยะห่างและเวลาไม่ได้ช่วยเยียวยาสิ่งใด

       

         เงามืดที่ทาบทับบังแสงนวลของดวงจันทร์เรียกให้กวินพัฒน์กลับมาจากความทรงจำในอดีต



ตัดสินใจลุกขึ้นเขยกขาไปปิดไฟ ก่อนจะล้มตัวลงนอน  จะโดยรู้ตัวหรือไม่ก่อนจะหลับไป บนใบหน้าขาวนวลมีรอยยิ้มน้อยๆประดับอยู่



เจ้าของไร่หนุ่มยืนพิงต้นไม้มองบ้านพักที่พึ่งดับไฟไปเมื่อครู่ด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย



สายลมพัดพาเอากลุ่มเมฆที่บดบังแสงจันทร์ให้ลอยออกไปเผยแสงนวลของราณีแห่งท้องฟ้าอีกครั้ง กลิ่นดอกชมจันทร์หอมอวลไปทั่วอาณาบริเวณ



ชายหนุ่มถอนหายใจยาวออกมาก่อนจะเดินกลับที่พักของตน บ้านริมห้วยหลังนี้เป็นเหมือนที่พักชั่วคราวมากกว่าจะเป็นบ้านเพราะตัวเจ้าของเองก็ใช้เป็นที่ซุกหัวนอนยามที่ขี้เกียจขับรถไปท้ายไร่เท่านั้น



อิทธิพัทธ์หยุดมองกอดอกชมจันทร์ที่ทางเข้าบ้าน เขาไม่ได้ชื่นชอบดอกไม้แต่ชอบที่ชื่อของมัน
เดินขึ้นบ้านพัก จัดการธุระส่วนตัวเสร็จตั้งใจจะนั่งอ่านรายงายบัญชีที่ค้างอยู่ในเมลล์แต่ก็ไม่มีสมาธิมากพอ  จึงตัดสินใจเดินออกมารับลมที่ระเบียง เสียงของธรรมชาติช่วยทำให้ความคิดที่กระจัดกระจายและความว้าวุ่นในใจสงบลง



ในคราแรกที่พี่สาวที่เป็นลูกพี่ลูกน้องกันโทร.มาบอกว่าจะพาเพื่อนๆมาที่ไร่และให้เขาช่วยรับรอง อิทธิพัทธ์ยังแบ่งรับแบ่งสู้แต่ชื่อของคนที่อยู่ในหัวใจเสมอมาหลุดออกมาจากปากพี่สาวทำให้เขาตอบตกลงทันที


            “แกไม่กล้าปฏิเสธฉันแน่ ถ้ารู้ว่าใครจะไปด้วย”


น้ำเสียงเจ้าเล่ห์ยังดังอยู่ในหู


            “ใคร”


          “โจจะไปด้วย ว่าไงยังจะปฏิเสธอีกไหม”


          “จะมาก็มา แต่จองอะไรเอาเองละกัน”


        "คราวนี้ก็ช่วยอธิบายอะไรๆให้มันัดเจนซะด้วยนะ ฉันพาพระจันทร์ของแกไปหาถึงที่ ถ้าจะปล่อยให้เขาหายไปอีกก็เรื่องของแกแล้ว”  



ว่าจบก็ตัดสายไปทิ้งให้ความว้าวุ่นใจเกิดขึ้นกับเขาอยู่เป็นสัปดาห์




วินาทีแรกที่เห็นกวินพัฒน์ในหมู่เพื่อนที่ริมถนนทางเข้าไร่เมื่อหัวค่ำ ทำให้เขาตอบคำถามที่เพียรถามตนเองอยู่ตลอดสัปดาห์ ว่ายังใจเต้นแรงกับอีกฝ่ายอยู่หรือเปล่า มันไม่ใช่ใจเต้นแรงแต่มันทั้งแรงและหนักหน่วงจนเจ็บอก



ครั้งสุดท้ายที่เจอกันคือที่ริมอ่างน้ำในมหาวิทยาลัย ที่เขาบอกอีกคนไปว่าจะต้อง หมั้น



วันนั้นเขาวิ่งตามกวินพัฒน์ไป เห็นอีกคนวิ่งไปตามถนนจนล้มลง จนกระทั่งเดินเข้าห้องพักไป รู้ดีว่าคนคนนั้นเจ็บปวดมาเพียงใดเพราะเขาเองก็เจ็บปวดไม่ต่างกัน  ในคืนนั้นเขาทำได้เพียงยืนอยู่หน้าห้องฟังเสียงร้องไห้ของคนรัก ทั้งๆที่ตนเองก็น้ำตาไหลจนเจ็บตาไปหมด



หลังจากวันนั้นไม่กี่สัปดาห์เขาก็ต้องหมั้นกับลูกสาวพ่อค้าใหญ่ของจังหวัด งานหมั้นผ่านไปแบบเรียบง่ายท่ามกลางความยินดีของหมู่ญาติ แต่อยู่บนความทุกข์ของหญิงและชายคู่หนึ่ง



พราวพิชฌาร์ หรือ ของขวัญ เป็นหญิงสาวที่เพรียบพร้อมเหมาะกับเขาในทุกมุมมองของผู้ใหญ่แต่ทั้งคู่รู้ดีว่าทั้งสองคนจะไม่มีทางรักกันได้



ด้วยพราวพิชฌาร์เธอมีคนรักอยู่แล้วเป็นนายตำรวจยศเล็กๆนายหนึ่ง แต่เธอต้องหมั้นกับเขาเพราะบิดาของเธอบังคับ ด้วยความเป็นลูก



เขาและเธอจึงมีข้อตกลงร่วมกันว่าจะร่วมมือกันทำให้กิจการของตนเองและอีกฝ่ายมีกำไรเพิ่มมากขึ้นเพราะเมื่อนั้นจะได้มีอำนาจต่อรองกับบิดา-มารดาว่าแม้จะมิได้ร่วมนามสกุลกันก็ทำธุรกิจร่วมกันได้  สองปีต่อมาทั้งคู่จึงถอนหมั้นกัน และพราวพิชฌาร์ก็ได้แต่งงานกับแฟนตำรวจของเธอเมื่อต้นปีที่ผ่านมานี้



ในระหว่างที่ตนเองกำลังวุ่นวายกับปัญหาทางบ้าน ข่าวคราวของกวินพัฒน์ก็มีมาให้รับรู้เสมอจากพี่สาวที่เป็นเพื่อนสนิทของอีกฝ่าย



เขารับรู้ว่ากวินพัฒน์ทุ่มเทกับการเรียนในเทอมสุดท้ายอย่างหนัก รู้ว่าอีกคนตั้งใจเดินตามความฝันและไปเรียนด้านวรรณกรรมที่ฝรั่งเศส


ทำได้เพียงมองดูอยู่ห่างๆและรับรู้ข่าวคราวจากคนอื่น แม้ในใจนั้นอยากจะเดินเข้าไปหาและดึงเข้ามากอด  อยากจะขอให้รอแต่ก็ได้แต่เตือนตนเองว่านั่นเป็นการกระทำที่เห็นแก่ตัว



ในวันที่เขาได้เป็นเจ้าของไร่แห่งนี้อย่างเต็มตัว ทุกอย่างพร้อม สาวแก่แม่หม้ายต่างหมายปองเจ้าของไร่แสงจันทร์  เรียกได้ว่าตั้งแต่ถอนหมั้นหัวกระไดทางเข้าไร่แสงจันทร์ไม่เคยแห้ง แต่มีคนคนเดียวที่เขาอยากมีไว้ข้างกาย มันขึ้นอยู่กับว่าคนคนนั้นจะอยากอยู่ข้างๆเขาหรือเปล่า...แต่ไม่ว่าอย่างไรเขาคงต้องพยายาม



เสียงนกกลางคืนแว่วมากับสายลม กลิ่นดอกแสงจันทร์ยังคงอวลอยู่แม้จะดึกแล้ว คงเพราะแสงจันทร์


 
กวินพัฒน์ก็หมือนกับพระจันทร์ถึงแม้จะเป็นบริวารของโลกแต่กลับส่งผลกระทบมากมายต่อดาวเคราะห์ผู้เป็นนาย  แม้จะดูห่างไกลและเย็นาแต่ในบางคืนก็ทอแสงนวลตาอบอุ่น บางคืนมืดมิดเร้นกายหายไปแต่ก็ไม่อาจทำให้หลงลืม งดงาม โดดเด่นแต่ก็ดูอ้างว้างปล่าวเปลี่ยว  เขาปรารถนาจะเป็นดั่งท้องฟ้า ปรารถนาที่จะโอบกอดพระจันทร์เอาไว้ตลอดกาล




2BC

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

รอ #แก๊ปแทน

Green Corn moon 4[End] #ก็อตโจ

Green Corn moon 1 #ก็อตโจ