Green Corn moon 1 #ก็อตโจ
Green Corn moon
Story
by. ChabaSri
“นอนไปเลยก็ได้นะคงถึงที่นู่นค่ำเลย”
เสียงของหญิงสาวที่นั่งอยู่ด้านหน้ารถเคียงข้างกับคนขับเอ่ยบอกกับคณะผู้เดินทางทุกคนบนรถตู้คันเดียวกัน
“ก็ออกมากันซะบ่ายขนาดนี้นี่นา”
หญิงสาวอีกคนที่เป็นหนึ่งในคณะเดินทางเอ่ยขึ้นสำทับ
“เอาเถอะถึงช้าเร็วก็ไม่เป็นไร
นานๆทีจะรวมตัวกันได้แบบนี้ อย่าบ่นเลยน่า”
เสียงของชายหนุ่มอีกคนดังขึ้นเพื่อปรามเสียงบ่นของบรรดาสาวๆ
กวินพัฒน์เลิกสนใจคำบ่นต่างๆของเพื่อนๆบนรถตู้คันเดียวกันที่กำลังมุ่งหน้าไปยังสถานที่ท่องเที่ยว...ก็ไม่เชิงว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยว
ปลายทางที่ว่าเป็นรีสอร์ตอิงแอบธรรมชาติสไตล์บ้านไร่ที่รวมกิจการหลายอย่างไว้ด้วยกันแล้วทำธุรกิจที่พักขึ้นเพื่อเพิ่มรายได้
เจ้าของเป็นญาติสนิทกับเพื่อนของเขา
กวินพัทธ์เกือบปฏิเสธไปแล้วเมื่อได้ยินว่าเพื่อนๆวางแผนไปเที่ยวที่ไหน ‘ไร่แสงจันทร์’ เป็นจุดหมายปลายทางในครั้งนี้
ตั้งใจที่จะปฏิเสธคำชวนแต่ก็ทนคำรบเร้าไม่ไหว
ในใจได้แต่หวังว่าตนเองจะลืมใครบางคนที่อยู่ที่นั่นไปหมดแล้ว แต่ลึกๆในใจแล้วก็รู้ดี...
ตกอยู่ในห้วงภวังค์ไม่นานก็ผล็อยหลับไป
ไม่รับรู้ถึงเสียงกระซิบกระซาบรอบกาย
-พลั่ก-
กวินพัฒน์สะดุ้งตื่นขึ้นมาเพราะแรงกระทบอย่างแรงที่เกิดจากตัวรถ
“โอ้ย/เชี่ย/Shit!!”
เสียงอุทานก่นด่าผรุสวาทจากคนบนรถต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
“เกิดอะไรขึ้น?”
กวินพัทธ์เอ่ยถามเพื่อนที่ทำหน้าที่ขับรถ
“รถตกหลุมว่ะ
แล้วตอนนี้ยางก็รั่ว” ชายหนุ่มผู้ทำหน้าที่ขับรถเอ่ยตอบกลับมาน้ำเสียงเป็นกังวลพลางพยายามประคองรถเข้าจอดที่ข้างทาง
ทุกคนในรถนิ่งสดับกับคำบกอกเล่านั้นจนหญิงสาวที่นั่งข้างคนขับเอ่ยขึ้น
“แต่ทุกคนไม่ต้องห่วงนะเราไลน์บอกน้องชายแล้ว
เขากำลังให้คนงานมาดูรถและรับเราไปที่ไร่”
เมื่อได้ฟังดังนั้นทุกคนในรถก็ถอนหาใจอย่างโล่งอกและขยับเขยื้อนเตรียมตัวเพื่อที่ว่าเมื่อความช่วยเหลือมาถึงจะได้ไม่เสียเวลา
กวินพัฒน์สะพายเป้ของตัวเองออกมายืนข้างรถ
ซ้ายมือเป็นไร่ข้าวโพดกว้างใหญ่ขวามือเป็นไร่มันสำปะหลัง
บรรยากาศขมุกขมัวแม้จะเป็นช่วงหัวค่ำเท่านั้น
คงเพราะที่นี่อยู่ไกลจากความวุ่นวายและแสงสีทำให้แสงดาวบนฟ้าได้ทำหน้าที่ของมันอย่างเต็มที่และที่โดดเด่นอยู่กลางฟ้าทางทิศตะวันออกคือพระจันทร์แหว่งๆที่เกือบจะเต็มดวง
“เหม่ออีกแล้ว”
“หือ?”
เสียงเรียกข้างกายทำให้ชายหนุ่มหลุดจากภวังค์และความคิดที่กำลังเดินทางให้กลับมา
กวินพัทธ์เลิกคิ้วเป็นเชิงถามเพื่อนสาวที่เข้ามาสะกิด
“ก็โจนั่นแหละ
ทำไมชอบเหม่ออยู่เรื่อย”
“เปล่าสักหน่อย”
เอ่ยปฏิเสธยิ้มๆ
“ไม่ต้องเลย
ไม่ค่อยพูดด้วย แต่ก่อนยังพูดบ้าง แล้วก็ชอบเหม่อ
มองพระจันทร์มองท้องฟ้าแล้วก็เหม่อ”
“ไม่มีอะไรหรอกน่า
ก็มองไปเรื่อยเหมือนคนอื่นๆนั่นแหละอารมณ์ศิลปินไงไม่รู้จักหรอ”
ว่าจบก็ยิ้มให้เพื่อนไปอีกที
แสงไฟจากรถยนต์ที่กำลังเคลื่อนที่เข้ามาใกล้ดึงความสนใจของทุกคนให้หันไปมอง
จนกระทั่งรถทั้งสองคันจอดสนิท คันแรกเป็นกระบะกลางเก่ากลางใหม่
อีกคันเป็นรถยนต์เจ็ดที่นั่งคันโต ชายสามคนลงจากรถและเดินเข้ามาหากวินพัฒน์และเพื่อนๆ
สองคนแรกเป็นที่ลงมาจากกระบะเป็นชายวัยกลางคนส่วนอีกคนที่เป็นเจ้าของรถเจ็ดที่นั่งคันหรูเป็นชายหนุ่มร่างสูงใบหน้าหล่อเหลา
ดวงตาคมปราบนั้นกราดมองไปทั่วก่อนจะมาหยุดที่กวินพัทธ์
ชั่ววินาทีที่ดวงตาสองคู่สบกัน
สายลมเล็กๆสายหนึ่งพัดเอากลิ่นดอกไม้กลางคืนให้อวลอยู่ในบรรยากาศ
จนเสียงทักทายจากเพื่อนสาวญาติเจ้าของไร่ดังขึ้นทำให้กวินพัทธ์ละสายตาไปจากตาคมคู่นั้น
“ก็อต!!”
หญิงสาวรีบเดินเข้าไปหาน้องชายตัวโต
“เดี๋ยวทุกคนไปรถผม
ส่วนรถตู้เดี๋ยวให้เขาเปลี่ยนยางให้แล้วขับตามไปที่ไร่ให้”
ว่าจบก็เดินนำทุกคนไปที่รถยนต์คันที่ตนขับมา
กวินพัฒน์เดินอยู่รั้งท้ายจ้องมองแผ่นหลังกว้างโดนเด่นที่เดินนำอยู่ด้านหน้า
ไม่ว่าเมื่อไหร่คนคนนั้นก็ยังโดดเด่นและเป็นที่พึ่งพาของผู้อื่นเสมอ...เหมือนท้องฟ้า
เวลาเพียงไม่นานทุกคนก็มาถึงไร่แสงจันทร์
รถเจ็ดที่นั่งคันหรูมาจอดที่หน้าล็อบบี้รีสอร์ทแสนสวยที่สวยแม้กระทั่งชื่อ นอนชมจันทร์
“พี่ได้จองบ้านพักไว้หรือเปล่า”
ชายหนุ่มเจ้าของไร่หันมาถามพี่สาวหลังจากที่ทุกคนเข้ามายืน
ในล็อบบี้
ในล็อบบี้
“จอง”
แล้วสองพี่น้องก็ไปจัดการเรื่องห้องพัก
กวินพัทธ์กวาดสายตามองไปทั่วล็อบบี้
รูปแบบทั่วไปก็เหมือนกับรีสอร์ททั่วไปแต่ที่โดดเด่นและแตกต่างเพราะที่นี่เต็มไปด้วยพระจันทร์
ภาพของดวงจันทร์มากมายที่ใช้ตกแต่ง ทั้งภาพวาด โมเดล ไฟประดับ
“เจ้าของที่นี่ท่าทางจะชอบพระจันทร์จริงๆนะเนี่ย”
พื่อนสาวคนหนึ่งในกลุ่มเอ่ยขึ้นในขณะที่กวาดสายตาไปรอบๆ
“เป็นคนที่โรแมนติกไม่เบาเลยน้า”
“นั่นสิ
หล่อแล้วยังโรแมนติกอีก”
“มีแฟนรึยังนะ”
“หล่อขนาดนั้นไม่มีก็แปลกแล้วทำใจเถอะพวกแกอ่ะ”
เมื่อโดนเพื่อนชายเบรกเข้าแบบนั้นสองสาวที่ทำหน้าเพ้อฝันอยู่ก็ค้อนขวับเข้าให้
กวินพัทธ์หัวเราะน้อยๆกับการหยอกเอินกันของเพื่อนๆ แต่ต้องชะงักเมื่อสบเข้ากับดวงตาคมของคนที่เดินตามพี่สาวที่ถือกุญแจห้องมา
“เรามากันเจ็ดคน
มีบ้านว่างอยู่สี่หลังตามที่ตกลงกันโจนอนคนเดียว โอเคนะ?”
ทุกคนในกลุ่มรวมถึงเจ้าของไร่หันมามองที่กวินพัทธ์เป็นเชิงถามไถ่
“อือโอเค สบายมาก”
ว่าจบก็เอื้อมมือไปรับกุญแจมา
“เดี๋ยวผมเดินไปส่ง”
เจ้าของไร่เอ่ยขึ้นก่อนจะเดินเข้ามาประจันหน้ากับกวินพัฒน์
“เชิญครับ”
ดวงตาคมที่จ้องมามีแววดุดันกลายๆทำให้อุณหภูมิในเลือดของคนมองลดต่ำลง
ไม่มีใครสนใจอากับกิริยาที่เปลี่ยนไปของกวินพัทธ์และท่าทางแปลกๆของเจ้าของไร่รูปหล่อ
ทุกคนเดินตามหลังพี่สาวเจ้าของไร่ไป
มีเพียงกวินพัทธ์ที่เดินรั้งท้ายเช่นเดิมเพิ่มเติมคือ คุณเจ้าของไร่
เดินอยู่ข้างๆ
เป็นเรื่องน่าแปลกเมื่อคนเราอยู่ท่ามกลางความมืดและธรรมชาติที่รายล้อม
ท่ามกลางเสียงกระซิบบรรเลงบทเพลงของธรรมชาติเราจะลดเสียงของตนลง
เพื่อสดับฟังเสียงเหล่านั้น นอบน้อมและกลมกลืน
เสียงพูดคุยที่ในคราแรกดังเจี๊ยวจ๊าวตอนนี้เหลือเพียงการกรซิบกระซาบ
“นี่”
กวินพัฒน์สะดุ้งเมื่อได้ยินเสียงกระซิบแผ่วเบาข้างหูของตน
ฝ่ามือร้อนผ่าวข้างหนึ่งแตะลงที่แผ่นหลัง
“อย่าเดินไปขอบถนนมากนักสิ
เดี๋ยวตกร่องน้ำ” น้ำเสียงนุ่มทุ้มคุ้นหูเอ่ยเตือนแผ่วเบา
“อือ ขอบใจ”
ว่าจบก็เดินออกจากขอบถนนเล็กน้อย
มันเป็นการทำตามคำเตือนที่ถูกต้องแต่เป็นการกระทำที่ผิดมหันต์ในความรู้สึกเมื่อต้องเข้าใกล้กับคนที่เดินอยู่ข้างกายมากขึ้น
ไอร้อนผ่าวที่แผ่ออกมาจากคนที่เดินอยู่ข้างกันแม้จะมิได้สัมผัสก็ยังรับรู้ถึงความอุ่นร้อนนั้นได้
สายลมแห้งๆหอบหนึ่งพัดเอากลิ่นของดอไม้กลางคืนให้ลอยมากับสายลม
“กลิ่นดอกชมจันทร์”
คนที่เดินข้างกันเอ่ยขึ้น
“...”
กวินพัทธ์ไม่ตอบอะไร
เดินมาจนถึงบ้านพักลังแรกต่อจากนี้จะเป็นทางแยก
บ้านอีกสองหลังซึ่งเป็นของสาวๆต้องเดินขึ้นเนินไป ส่วนหลังที่ชายหนุ่มพักต้องเดินลงไปทางริมห้วย
“ให้พวกเราเดินไปส่งไหมโจ”
เพื่อนสาวนางหนึ่งเอ่ยถามเขา
“ไม่ต้องหรอก
เดินอีกนิดเดียวไปพักกันเถอะ”
ชายหนุ่มเอ่ยปฏิเสธเพื่อนไปก่อนจะโบกมือลาแล้วเดินผละไปอีกทาง
สายตาจ้องมองบ้านพักที่อยู่ไกลออกไปเล็กน้อย แสงไฟจากถนนทำให้มองเห็นบ้านพักหลังเล็ก
เสียงฝีเท้าที่เดินตามหลังมาทำให้ต้องหันไปมอง
“ผมเดินไปเองได้
คุณไม่ต้องมาส่งหรอก” กวินพัฒน์เอ่ยกับคนที่เดินเข้ามาใกล้
“ผมเปล่าเดินไปส่งคุณเสียหน่อย
บ้านพักผมอยู่ทางนี้ นู่นไงเลยบ้านคุณไปอีกหน่อยนู่น”
ยกมือขึ้นชี้ให้คนตัวขาวมองตาม บ้านพักหลังเล็กๆเปิดไฟหน้าบ้านเอาไว้
บางส่วนของบ้านหลังนั้นยื่นลงไปในห้วย
“แต่ไหนๆก็มาทางเดียวกันแล้วจะถือเอาว่าผมมาส่งคุณก็ได้”
กวินพัฒน์ไม่ตอบอะไรทำแค่เดินจากมาทั้งอย่างนั้น
พยายามเดินให้ไวเพื่อให้พ้นจากคนคนนั้น
แต่ทว่าถนนหนทางดูจะไม่เป็นใจเมื่อทางที่ราบเรียบเสมอมานั้นดันมีตำหนิเป็นหลุมเบ้อเร่อที่เขาดันซวยมาสะดุดเอาเสียอีก
ถ้าคุณหวังว่าจะมีฉากแบบในละครที่จะมีคนมาฉุดคุณไม่ให้ล้มหน้าทิ่มหรือเอาตัวมารองรับคุณแล้วล่ะก็คุณคิดผิด
พิสูจน์จากความเจ็บที่แล่นปราบขึ้นจากข้อเท้าและหัวเข่าที่กระแทกพื้นอย่างจังนี่ได้เลย
ความพยายามที่จะลุกขึ้นครั้งแรกนั้นไม่เป็นผล
เมื่อความเจ็บที่ข้อเท้านั้นมากจนน้ำตาแทบเล็ด
“เฮ้ย”
ความตกใจเกิดจากแขนที่ถูกฉุดขึ้นแล้วพลันนั้นโลกก็กลับด้าน
ใครบางคนอุ้มเขาพาดบ่า
“เฮ้ยนี่..”
กำลังจะเอ่ยปากท้วง
“เจ็บอยู่ก็เจียมตัวซะบ้าง” เสียงจากคนที่แบกคนอื่นอยู่ราวกระสอบข้าวเอ่ยมาดุๆ
“ก็ไม่..”
“เออ
รู้แล้วว่าไม่ได้ขอให้ช่วย เสือกเองพอใจยัง”
เอ่ยว่ามาอีกเสียงดุ ทำให้คนเจ็บเงียบไป
จนมาถึงหน้าบ้านพักของกวินพัฒน์
เจ้าของไร่ตัวสูงวางคนเจ็บลงกับเก้าอี้หน้าบ้านพักก่อนจะถามหากุญแจบ้าน เขายื่นให้ไม่ได้พูดอะไรจนเจ้าของบ้านตัวจริงเดินมาพยุงเข้าบ้าน
กวินพัฒน์นั่งลงที่เตียงก้มลงพยายามถอดรองเท้าความเจ็บยังคงอยู่แม้จะไม่มากเท่าทีแรก
เมื่อเงยหน้าขึ้นมาก็พบกับเจ้าของไร่ตัวโตยืนกอดอกจ้องมองมา
“อะไร”
กวินพัทธ์เอ่ยถาม
“ไปหาหมอไหม” คนถามเอ่ยเสียงนุ่ม
“ไม่ต้อง
คงแค่พลิกเดี๋ยวก็หาย คุณออกไปได้แล้วผมต้องการพักผ่อน”
“อืม..สบายตัวแล้วก็ไล่เป็นแบบนี้ทุกทีเลยนะ”
ว่าจบก็เดินเข้ามาใกล้ ท่าทางคุกคามนั้นทำให้คนที่นั่งอยู่บนเตียงรู้สึกประหม่า
“สบายตัวอะไร
ออกไปได้แล้ว” อาการประหม่าที่เกิดขึ้นทำให้ไม่อาจสบตากับคนที่จ้องมองมา
แต่สัมผัสร้อนผะผ่าวที่เกิดขึ้นตรงข้อเท้าทำให้ต้องหันกลับมามอง
เจ้าของไร่ตัวสูงที่แต่เดิมยืนเป็นยักษ์ปักหลั่นบัดนี้กับคุกเข่าลงตรงหน้ากวินพัฒน์ มือหยาบกร้านแตะแผ่วเบาที่ข้อเท้าขาว
“เจ็บหรือเปล่า” เสียงเอ่ยถามนุ่มนวลแผ่วเบา
“เจ็บ”
ตอบกลับแผ่วเบาไม่ต่างกัน จ้องมองคนที่ก้มหน้านวดข้อเท้าให้
และโดยไม่รู้ตัวมือขาวเอื้อมไปเกลี่ยผมที่ปกระใบหน้าของอีกคน
ฉับพลันนั้นทุกสิ่งหยุดชะงัก
คนที่คุกเข่าอยู่เงยหน้าขึ้นสบตากับคนที่นั่งอยู่บนเตียง
ลูกปัดสีดำภายใต้กรอบเรียวรีนั้นสั่นระริก อุ้งมือใหญ่หยาบกร้านข้างหนึ่งจับมือขาวเอาไว้
ก่อนจะประทับจุมพิตลงบนกลางฝ่ามือด้วยความทะนุถนอม
“ก็อต”
น้ำเสียงแผ่วเบานั้นดังขึ้นแผ่วเบาเพียงริมฝีปาก กระแสเสียงเจือด้วยความไม่แน่ใจ
ไม่น่ใจว่าตนเองยังมีสิทธิ์ที่จะเรียกอีกคนแบบนี้
คนที่ถูกเรียกชื่อส่งยิ้มอบอุ่นมาให้ ไม่ตอบอะไรทำเพียงจ้องมองเข้าไปในลูกปัดสีดำนั้น
ก่อนจะก้มลงประทับจุมพิตลงบนข้อเท้าขาว
การกระทำที่ราวกับจอมอัศวินจะกระทำต่อนายเหนือ
หัวราวกับยอมแล้วซึ่งทุกสิ่งเพื่อคนคนเดียว
กระแสอบอุ่นบางอย่างแล่นปราบขึ้นมาจากข้อเท้าขาว
พลันความร้อนนั้นก็พุ่งขึ้นสู่ใบหน้าเลือดสีชาดปรากฏบนใบหน้าขาวนวล
“หึ
เขินรึไง” น้ำเสียงเย้าแหย่จากคนที่กระทำอุกอาจ
“อะ
ไอ้บ้าทำอะไรเนี่ย”
“คุณอาบน้ำก่อนก็ได้
เดี๋ยวผมจะไปเอายาที่บ้านมาให้” ว่าจบก็ลุกขึ้นเดินออกประตูไป
ทิ้งให้คนคนเจ็บนั่งอึ้งกับอาการไปๆมาๆของอีกฝ่าย
เมื่อปรับอารมณ์ได้จึงตัดสินใจลุกไปอาบน้ำชำระร่างกาย
แต่ด้วยสังขารที่ไม่เอื้ออำนวยทำให้การกระทำไม่เป็นไปอย่างใจ
กว่าจะอาบน้ำแต่งตัวแล้วออกจากห้องน้ำ
คนที่บอกว่าจะไปเอายาก็กลับมานั่งอยู่ในบ้านพักของกวินพัทธ์เรียบร้อยแต่เปลี่ยนจากพื้นหน้าเตียงเป็นเก้าอี้ริมหน้าต่าง
“นั่งสิ
เดี๋ยวทายาให้”
“ไม่เป็นไร
เดี๋ยวทางเองคุณไปพักเถอะ”
เมื่อพูดจบก็มีแรงบางอย่างพุ่งเข้าชาร์ตตัวเขาอย่างแรง
รู้สึกว่าตัวเองลอยขึ้นก่อนจะถูกทิ้งให้นั่งลงที่ปลายเตียง
ท่าเดิม ที่เดิม
เพิ่มเติมคือหลอดยาในมือของเจ้าของไร่
กวินพัฒน์ไม่เอื้อนเอ่ยคำใดกับคนที่ทำตัวเป็นบุรุษพยาบาลไม่แม้อต่จะมองดูว่าอีกคนนั้นสัมผัสข้อเท้าขาวด้วยความอ่อนโยนอย่างไร
หรือแม้กระทั่งว่าบนใบหน้าหล่อเหลานั่นจะเจือกระแสความเป็นห่วงมากมายขนาดไหน
จะเย็นชาให้มากกว่าที่อีกฝ่ายเคยทำ
จะทำได้หรือ
เสียงเล็กๆในใจเอ่ยถาม
จะเย็นชาได้จริงหรือ...ทั้งๆที่หัวใจเต้นแรงขนาดนี้
จะเมินเฉยได้หรือ...ทั้งๆที่หัวใจก็รู้ดีว่าร่ำร้องสิ่งใด
จะใจร้ายได้จริงหรือ...ทั้งๆที่ได้รับการเอาใจใส่ขนาดนี้
ไม่
เขาทำเพราะเราเป็นแขกของที่นี่และเป็นเพื่อนของพี่สาวเขาเท่านั้น
อย่าทำให้ตัวเองดูน่าสมเพชไปมากกว่านี้เลยกวินพัทธ์
มันไม่มีเหตุผลอะไรที่มากกว่าเพราะตัวเองเป็นเพื่อนของพี่สาวหรอก
คนตัวขาวที่กำลังสับสนนั่งกุมมือตัวเองเสียแน่น
สายตาเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง
เจ้าของไร่หนุ่มเงยหน้าขึ้นมองเพื่อนของพี่สาวที่อยู่ๆก็เงียบไป ใบหน้าขาวนวลนั้นผินมองไปทางอื่น
ดวงตาสีดำภายใต้กรอบยาวรีนั้นมองออกไปนอกหน้าต่าง มองไปยังพระจันทร์
อิทธิพัทธ์รู้ว่ากวินพัทธ์ชอบมองพระจันทร์
รู้เหตุผลว่าทำไมคนคนนี้ถึงได้เหม่อมองดวงจันทร์
ดาวเคราะห์ที่เป็นบริวารของโลกดวงนั้น เพราะครั้งหนึ่งเมื่อนานมาแล้วเขาได้เอ่ยปากถามถึงเหตุผลนั้น
“นี่ทำไมถึงอบมองพระจันทร์ล่ะ”
อิทธิพัทธ์เอ่ยถามคนที่นอนอยู่เคียงกันบนบีนแบ็คอันใหญ่ที่ระเบียงห้องพักของเขา
“ก็แค่กำลังคิดว่าพระจันทร์ดวงที่เรามองอยู่นี่จะใช่ดวงเดียวกับเมื่อหลายพันปีก่อนไหม”
“ก็ต้องดวงเดียวกันอยู่แล้วสิ มันมีอยู่ดวงเดียวนี่นา”
เอ่ยตอบไปด้วยความขบขัน ไม่นึกว่าอีกคนจะมีมุมเด็กๆแบบนี้ในตัว...ก็น่ารักดี
“จะแน่ใจได้ยังไง
ก็เคยได้ยินมานะว่าในทุกๆปีดวงจันทร์จะโคจรห่างออกจากโลกไปเรื่อยๆ
ถ้าพระจันทร์ดวงนี้เป็นดวงใหม่ที่มาแทนที่ดวงเดิมที่หายไปล่ะ”
คนพูดจ้องมองพระจันทร์เขม็งราวกับว่าอีกไม่กี่นาทีข้างหน้ามันจะหายวับไป
“ก็เลยมองเอาไว้งั้นสิ”
“อื้อ ก็เผื่อว่าวันนึงมันหายไปจริงๆ
จะได้จำได้จะได้ไม่ต้องมานั่งเสียใจทีหลังว่าทำไมไม่มองไว้ให้ดีดีปล่อยให้หายไปได้ยังไง” ว่าจบก็หันมายิ้มให้คนข้างกาย
แต่ก็พบเพียงสายตาแพรวพราวที่มองมายังตน
“มองอะไร”
“ก็มองโจไง”
“มองทำไม”
“เอ้า ก็เดี๋ยวหายไปแบบพระจันทร์
ก็ต้องมองเอาไว้เยอะๆจะได้จำได้ จะได้ออกตามหาไง”
พูดเสร็จก็ยื่นหน้าเข้ามาใกล้
กวินพัทธ์ผละออกห่างเล็กน้อยหันหน้าหนีไปมองพระจันทร์ก่อนจะเอ่ยขึ้นลอยๆ
“ไม่หายไปไหนหรอกน่า”
“หึ ถึงอยากหายไปผมก็ไม่ยอมให้หายไปไหนหรอก” ว่าจบก็คว้าคนข้างกายมากอดไว้
ราวกับว่าตนเองเป็นท้องฟ้าที่ต้องการโอบกอดพระจันทร์ไว้ให้ได้ตลอดไป
แต่กลับเป็นตัวเขาเองที่ทำให้พระจันทร์ต้องหายไป
2BC
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น