Green Corn moon 3 #ก็อตโจ
Green Corn moon 3
Story
by. ChabaSri
กวินพัฒน์ตื่นแต่เช้ามาสูดอากาศบริสุทธิ์
บรรยากาศยามเช้าของรีสอร์ตในไร่กลางหุบเขาชวนให้กลับเข้าไปนอนซุกผ้าห่มแต่วิวรอบๆก็คุ้มค่ามากพอให้ตื่นแต่เช้า
ชายหนุ่มยืนอยู่ที่ระเบียงของบ้านพักที่หันไปทางห้วยเล็กๆที่ไหลผ่าน
ทางขวาไม่ไกลนักสามารถมองเห็น’บ้านพัก’อีกหลังได้อย่างชัดเจน
หน้าบ้านหลังนั้นเต็มไปด้วยกอดอกไม้สีขาวชนิดหนึ่ง
ระเบียงของบ้านหลังนั้นยื่นเข้าไปเหนือห้วย
มีฉากหลังเป็นภูเขาสูงที่อยู่ห่างออกไปหมู่เมฆลอยต่ำ เป็นภาพที่งดงามดุจภาพฝัน
จนอดไม่ได้ที่จะเดินกลับเข้าไปในห้องพักเอากล้องที่พกมาด้วยมากดบันทึกภาพไว้
ชายหนุ่มร่างสูงใบหน้าหล่อเหลา
บนกายสวมเพียงกางเกงผ้าฝ้ายตัวเดียวกับแก้วกาแฟที่อยู่ในมือเดินออกมาจากในตัวบ้าน ‘หลังนั้น’ มายืนที่ระเบียง มืออีกข้างคีบบุหรี่เอาไว้
อาการที่ยกบุหรี่ขึ้นจรดริมฝีปากก่อนจะสูดเข้าปอดแล้วปล่อยควันสีขาวมัวออกมาเป็นพฤติกรรมที่ดูขัดกับบรรยากาศ
แต่กวินพัฒน์กลับรู้สึกว่ามันช่างกลมกลืนและมิได้ผิดแผกเลย
กวินพัฒน์ยกกล้องขึ้นเล็งและกดถ่ายภาพของคนคนนั้นไปหลายช็อต
จนดูเหมือนว่า”นายแบบจำเป็น”จะรู้ตัวว่าถูกแอบถ่าย จึงหันมามองกวินพัฒน์
วินาทีที่ดวงตาสองคู่สบกันผ่านเลนส์กล้อง
ดวงตาคู่หนึ่งวาวโรจน์ด้วยความสนุกสนาน แต่อีกคู่กลับรู้สึกราวถูกสะกด
“แอบถ่ายผมหรือไงคุณ”
เสียงเย้าแหย่ตะโกนข้ามมาจากนายแบบกิตติมศักดิ์
กวินพัฒน์ลดกล้องในมือลงแล้วตะโกนกลับไป
“ใช่ แล้วจะทำไม”
“ก็ไม่ได้ว่าอะไร
แต่ถ้าอยากถ่ายมาขอถ่ายดีดีก็ได้น่า”
“ใครจะไปขอถ่าย”
“จริงๆแล้วผมก็ไม่ค่อยว่างหรอก
“
“...”
“แต่สำหรับคุณผมมีเวลาให้ทั้งชีวิตเลยละครับ...คุณกวินพัฒน์”
“ประสาท!!!”
กวินพัฒน์ตะโกนด่ากลับไปก่อนจะหมุนตัวกลับเข้าบ้านพัก ทั้งๆที่ควรจะหงุดหงิดแต่ริมฝีปากสีเรื่อกลับแต้มรอยยิ้ม
หัวใจเต้นแรง
ทางฝั่งคนชอบแกล้งเมื่อคล้อยหลังคนที่เดินกลับเข้าห้องพักไป
บนใบหน้าหล่อเหลาก็ประดับด้วยรอยยิ้มกว้างเฉกเดียวกัน
เสียงหัวเราะแผ่วเบาดังจากลำคอ...เช้านี้นี่อากาศดีจริงๆ
หลังจากจัดการธุระส่วนตัวในยามเช้าเสร็จอิทธิพัทธ์ตั้งใจจะไปชวน ‘หนุ่มข้างบ้าน’ ไปทานข้าวเช้าพร้อมกันที่ห้องอาหารของรีสอร์ต
วันนี้ทั้งวันเขาอาจไม่มีเวลามาเทคแคร์กลุ่มเพื่อนของพี่สาวเพราะไร่แสงจันทร์ในช่วงนี้ของปีมีอะไรมากมายให้ต้องทำ...จริงๆก็งานเยอะทุกช่วง
แต่ในเดือนสิงหาคมจะเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านของฤดูกาลทำให้ไม่สามารถคาดเดาสภาพฟ้าฝนของช่วงนี้ได้
บางงปีก็ร้อนจัดแต่บางปีก็ฝนเยอะอย่างเช่นปีนี้ที่ฝนค่อนข้างมากตั้งแต่เดือนที่แล้ว การบริหารจัดการเรื่องน้ำของไร่ต้องเป็นระบบ
เดินคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยจนมาถึงบ้านพักหลังนั้น
แต่ก่อนที่จะเคาะเรียกประตูบ้านก็เปิดออกมาเสียก่อน ชายหนุ่มเจ้าของไร่กวาดสายตามองไปทั่วเห็นอีกคนใส่รองเท้าผ้าใบได้ก็แสดงว่าไม่ได้บวม
คงแค่พลิกอย่างที่บอก
“มีอะไร”
น้ำเสียงติดเหวี่ยงเล็กๆของกวินพัฒน์ทำให้อิทธิพัทธ์อารมณ์ดี
เพราะอย่างน้อยๆก็มีความรู้สึกให้กันอยู่บ้างไม่ได้แสดงท่าทีเย็นชาอย่างเมื่อเย็นวานนี้
“จะมาชวนไปกินข้าว”
“กำลังจะไปเนี่ย”
จัดการล็อกบ้านแล้วเดินผ่านข้าวของไร่ที่ยืนขวางทางอยู่
อิทธิพัฒน์รีบสาวเท้ามาเดินเคียงข้างคนที่แอบถ่ายภาพเขาเมื่อเช้า
“นี่รูปเมื่อเช้าอ่ะ
ส่งให้หน่อยสิ”
“???”
“ก็คุณถ่ายภาพผมไม่ใช่หรือไง
นายแบบมีสิทธิจะได้ภาพใช่ไหมครับ”
“เดี๋ยวจะลบทิ้งตอนนี้แหละ” ยกกล้องขึ้นมาเตรียมลบภาพ
ที่จริงเขาไม่ได้จะลบภาพ แค่อยากรู้ว่าอีกคนจะทำยังไงต่อก็เท่านั้นเอง
“เฮ้ย
ไม่ได้ดิคุณถ่ายรูปผมไปแล้ว ผมก็รับรู้แล้วด้วยเพราะฉะนั้นเอาไลน์คุณมาเลย”
กวินพัฒน์อึ้งกับการตีมึนขอไลน์กันหน้าด้านๆแบบนี้
“นี่ขอไลน์กันหน้าด้านๆเลยนะ”
อดไม่ได้ที่จะตอกกลับไป
“ด้านได้อายอด
ผมถือคตินี้มาตลอดล่ะ”
กวินพัฒน์ส่ายหน้าอย่างปลงๆกับนิสัยที่เปลี่ยนไปของอีกคน
“โจ”
คนข้างเอ่ยเอ่ยเรียกขานนามอย่าสนิทสนมทำให้กวินพัฒน์หยุดชะงัก หันหน้าไปมองคนเรียกช้าๆ
“จริงๆแล้วไม่ได้อยากได้ไลน์หรอก”
“...??”
“จริงๆอยากได้ทั้งตัวและหัวใจเลย” ว่าจบก็ขยิบตาให้มาหนึ่งที
ไอ้บ้าเอ้ย ใครใช้ให้ทำหน้าแบบนั้นวะ
คนตัวขาวรีบก้าวเดินหนีจากเจ้าของไร่
แล้วไอ้ก้อนเนื้อเลวในอกซ้ายนี่จะกระหน่ำรัวแรงอะไรปานนั้น บ้าจริงเสียการควบคุมไปหมดทั้งที่เจอกันยังไม่ถึง24ชั่วโมงเลยด้วยซ้ำไป
อิทธิพัทธ์มองตามคนที่รีบจ้ำหนีไปด้วยดวงตาเป็นประกาย
นึกถึงคำพูดของอดีตคู่หมั้นที่พูดกับเขาเมื่อหลายเดือนก่อนในงานแต่งงานของเธอ
“ขวัญมีความสุขแล้วในตอนนี้ ทีนี้ก็เหลือก็อตแล้วนะ” หญิงสาวเอ่ยขึ้นเมื่อเขาเดินเข้ามาอวยพรเธอในงานเลี้ยงยามค่ำ
แขกเหรื่อมองมาอย่างสงสัยว่าเหตุใดอดีตคู่หมั้นเช่นเขาถึงมาปรากฏกายในงานเช่นนี้
“ก็อตคงไม่มีวันนี้เหมือนอย่างที่ขวัญมีหรอก”
ชายหนุ่มมองอดีตคู่หมั้นสาวที่บัดนี้กลายเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดคนหนึ่งในชีวิต
“พระจันทร์คนนั้นของก็อตน่ะ เขาดื้อมากหรือ” น้อยครั้งที่พราวพิชฌาร์จะถามถึงคนที่อยู่ในใจเขาแต่ยามเอ่ยถึงเธอมักจะใช้คำนี้เสมอ
พระจันทร์ของเขา
“อือ
ดื้อมากเลยและคงไม่ได้รับการให้อภัยอีกแล้วล่ะ” ชายหนุ่มส่งยิ้มบางๆให้เธอ
“ดื้อมากก็ฉุดเลย เอาไปขังไว้ท้ายไร่จะได้ไม่หนีไปไหนอีก” หญิงสาวพูดพลางทำสีหน้าจริงจัง
“แบบนั้นมันผิดกฎหมายนะ เธอเป็นเมียตำรวจมาแนะนำคนอื่นแบบนี้ได้ไง”
อิทธิพัทธ์เอ่ยขำๆก่อนจะหันไปพูดกับเจ้าบ่าวของเธอ
“ผู้กองต้องระวังหน่อยนะครับ ยัยนี่น่ากลัวมาก”
ว่าจบสองหนุ่มก็หัวเราะด้วยกันเบาเบา เรียกค้อนจากเจ้าสาวของงานยิ่งทำให้บรรยากาศครื้นเครงขึ้น
“ฉุดไปขังไว้ท้ายไร่ซะดีไหมนะ ฮ่าๆ”
อิทธิพัทธ์เปรยเบาเบากับตัวเองในขณะที่สายตาก็จ้องมองแผ่นหลังของคนที่จ้ำเท้านำหน้าไป
บรรดาเพื่อนๆของกวินพัฒน์มาถึงที่ห้องอาหารเรียบร้อยแล้วเขาเดินไปตักอาหารแล้วนั่งทานไปเงียบๆ
หูก็ฟังเพื่อนๆกำลังพูดคุยถึงโปรแกรมการท่องเที่ยวในวันนี้โดยมีเจ้าของไร่หนุ่มช่วยออกความเห็นในบางกิจกรรมถึงความเหมาะสมและความปลอดภัย
“ช่วงนี้ผมไม่แนะนำให้ไปที่น้ำตกนะครับน้ำแรงมากถ้าเกิดน้ำป่าขึ้นจะอันตราย”
เพื่อนหลายคนพยักหน้าเห็นด้วยโดยเฉพาะหนุ่มๆ
แต่มีสาวๆบางคนที่ทำหน้าเสียดาย
“งือออออออยากได้ภาพสวยๆกับน้ำตกอ่ะ”
สาวๆบางคนยังงอแง
“ถ้าต้องการภาพสวยๆผมแนะนำให้ไปที่ทุ่งปอเทืองที่ตอนนี้กำลังบานสวยเลยครับ
คงไม่ผิดหวังกัน”
เมื่อได้ฟังดังนั้นสาวๆก็มีสีหน้าดีขึ้น
สรุปว่าโปรแกรมวันนี้คือหนุ่มๆจะเช้ารถATVของทางรีสอร์ตในการเที่ยวชมไร่
ส่วนสาวๆขอบายไปนั่งรถกอล์ฟกับแขกท่านอื่นๆ
โดยจะเริ่มจากชมไร่องุ่นและโรงบ่มไวน์ที่พึ่งเริ่มทำเมื่อไม่กี่ปีก่อนแต่ได้ผลตอบรับดีเกินคาด ต่อด้วยไร่ข้าวโพดและร้านขายของที่ระลึก
และหากไม่เหนื่อยเกินไปยังมีฟาร์มโคนมที่เป็นกิจการเริ่มแรกของที่นี่ให้ได้ชมวิธีรีดนมวัวแบบสดๆ
กวินพัฒน์ตั้งใจจะเก็บให้ได้ครบทุกที่ในไร่แห่งนี้ ก็มาถึงแล้วนี่นะ
“ไงโจ
จะไปตรงไหนก่อน”
เพื่อนสนิทผู้เป็นพี่สาวเจ้าของไร่เอ่ยถามคนที่นั่งเงียบมาตลอด
“ไร่องุ่น
ฟาร์มโคนมละปิดด้วยไร่ข้าวโพด”
“ไม่ไปทุ่งปอเทืองด้วยกันหรอ
สวยนาเป็นสีเหลืองไปทั้งทุ่งเลยเขาปลูกไว้คลุมดินน่ะพอทำไร่ปีหน้าก็ไถกลบหมด”
“ไม่เป็นไร
สาวๆก็ไปกันเถอะเราชอบเขียวๆ ฮ่าๆๆ”
“จ้าๆ
ไปคนเดียวก็ระวังโดนฉุดล่ะ”
หญิงสาวพูดทิ้งท้ายไว้ก่อนจะเดินไปสมทบกับกลุ่มสาวๆที่ตกลงจะไปเที่ยวตามโปรแกรมของทางรีสอร์ต
ชายหนุ่มส่ายหน้าอย่างปลงๆกับคำแซวของเพื่อน
กวินพัฒน์แยกกับเพื่อนๆไปเที่ยวตามโปรแกรมที่ตัวเองวางไว้
ถือว่าเป็นผลกำไรอย่างหนึ่งในการมาเที่ยวตามคำชวนของเพื่อนในครั้งนี้เพราะเขากำลังต้องการแรงบันดาลใจใหม่ๆในงานเขียนของตัวเอง
กวินพัฒน์มาที่ไร่องุ่นก่อนเพราะอยู่ไม่ไกลจากที่พักมากนัก
เขามองไปเห็นคนงานกำลังใส่ปุ๋ยที่ต้นเลยเดินเข้าไปถามข้อมูล
ช่วงนี้เป็นช่วงที่องุ่นกำลังติดดอกต้องใส่ปุ๋ยเพื่อเร่งการเจริญเติบโต
โดยคนงานให้ความรู้เสริมมาอีกว่าก่อนหน้านี้จะมีการให้องุ่นพักต้น
ซึ่งเป็นวิธการที่จะทำให้องุ่นที่เป็นพืชเขตหนาวสามารถให้ผลผลิตได้ตลอดทั้งปีในสภาพอากาศแบบบ้านเรา
แม้ว่าจะไม่มีผลสวยๆให้ได้เก็บภาพแต่ภาพของคนงานที่กำลังทำนุบำรุงต้นไม้พวกนี้ก็ดูมีเสน่ห์ดีไม่น้อย ชายหนุ่มกดถ่ายภาพไปเยอะพอสมควร
เดินสอบถามข้อมูลอีกนิดหน่อยก็ไปยังสถานที่ต่อไป
น่าเสียดายที่โรงบ่มไวน์มีคนเข้าชมกรรมวิธีการผลิตเยอะ
มีทั้งนักเรียนนักศึกษาและบุคคลภายนอกชายหนุ่มจึงตัดใจที่ฟาร์มโคนมที่คนน่าจะน้อยกว่าแทน
ก่อนถึงฟาร์มโคนมชายหนุ่มเห็นว่ามีทุ่งหญ้ากว้างใหญ่อยู่ที่ทางเข้า
เขามาทราบภายหลังว่าใช้สำหรับเลี้ยงโคนม
ในฟาร์มมีการดูแลโคนมเป็นอย่างดี
คอกค่อนข้างสะอาดเขาเดินเก็บภาพไปเรื่อยๆพลางสอบถามข้อมูลที่อาจจำเป็นต่องานเขียน ในขณะที่กำลังเพลิดเพลินกับการเก็บข้อมูล
เสียงของใครบางคนที่คุ้นหูที่ดูเหมือนว่ากำลังสั่งงานคนงานก็แว่วเข้ามาให้ได้ยิน กวินพัฒน์ตัดสินใจออกไปจากฟาร์มก่อนที่เจ้าของไร่จะมาเจอเข้า
จะด้วยความซวยหรืออะไรก็ตาม
เขาดันเดินออกมาทางที่คนคนนั้นกำลังเดินสวนเข้ามาพอดี
“อ้าว
ไม่ได้ไปกับเพื่อนหรอ?” เจ้าของไร่หนุ่มเอ่ยถาม
“ไม่” คนโดนถามตอบเท่านั้นแล้วเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น
“จะเดินหนีกันอีกนานไหม”
กวินพัฒน์หยุดชะงักเพราะคำถามนั้น
นั่นสินะ..ทำไมทุกครั้งเขาจะต้องเป็นฝ่ายหนี จะต้องเป็นคนที่เดินจากมาอยู่เรื่อย...
“ไม่ได้หนี
นี่มาเที่ยว ไม่ได้จะมาคุยกับใคร” หันมาเชิดหน้าตอบคำถาม
“...”
อิทธิพัทธ์ไม่ตอบอะไรกลับไป
และคราวนี้เป็นเขาเองที่เดินหันหลังจากมาปล่อยให้คนที่บอกว่ามาเที่ยวให้เที่ยวไปตามใจ
กวินพัฒน์มองตามแผ่นหลังกว้างของอีกคนไป ไม่ได้พูดอะไร แค่มอง...
ก่อนจะเดินออกมาจากฟาร์มเขาได้ยินคำพูดของใครบางคนแว่วมาจากด้านหลัง
“อย่าไปแถวท้ายไร่ล่ะ...”
หันกลับไปมองคนพูด อ้าปากจะถามว่าที่ท้ายไร่มีอะไร
และที่สำคัญ...ท้ายไร่นี่คือตรงไหน
วันนั้นทั้งวันกวินพัฒน์เที่ยวเก็บข้อมูลและถ่ายภาพไปเยอะมาก
เขาดูจะชอบไร่ข้าวโพดเป็นพิเศษ หากไม่มาที่นี่กวินพัฒน์จะไม่มีทางรู้เลยว่าข้าวโพดที่ปลูกที่นี่ถูกส่งขายไปที่ไหนบ้าง
ตอนที่คนงานบอกว่าข้าวโพดของที่ไร่ส่วนใหญ่ถูกส่งไปขายที่ต่างประเทศเขาแทบไม่เชื่อเพราะไม่เคยรู้มาก่อนจนมีอีกคนบอกว่าที่จริงแล้วประเทศของเราส่งออกข้าวโพดไปต่างประเทศเยอะมาก
เป็นพืชที่ทำกำไรสูงสุดให้กับไร่แห่งนี้
เป็นเวลาบ่ายมากแล้วที่ชายหนุ่มเดินออกจากร้านขายของฝากของที่ไร่ซึ่งอยู่ไม่ไกลกับไร่ข้าวโพดนัก เมื่อเดินมาที่รถATVที่เช่ามาเขาก็พบว่า
มีทางเล็กๆสายหนึ่งเป็นทางแยกมีป้ายปักไว้ว่า ‘เนินชมจันทร์’
“ในโปรแกรมไม่เห็นมีที่นี่เลยนี่นา”
ชายหนุ่มพึมพำกับตัวเอง
และด้วยความที่เป็นคนที่เมื่ออยากรู้ก็ต้องรู้ให้ได้แล้วบวกกับชื่อเรียกที่ไพเราะนั่นยิ่งกระตุ้นต่อมอารมณ์ศิลปินให้พุ่งสูงขึ้น เขาจึงหักเลี้ยวรถไปตามป้ายนั่นทันที
ตะวันคล้อยต่ำลงเรื่อยๆ
แต่ความใคร่รู้มีมากกว่าความกลัว โดยลืมไปว่าตนเองไม่เคยมาที่ไร่แห่งนี้
ขี่รถมาจนสุดทางปรากฏว่าไอ้เนินที่ว่านั่นเขาต้องลงเดินเท้าไปอีก ชายหนุ่มตัดสินใจลงเดินเพราะคิดว่าคงอีกไม่ไกล
เพราะใกล้ๆทางขึ้นนี้มีโรงจอดรถเล็กๆอยู่
ก็คิดเอาเองว่าเป็นที่จอดรถสำหรับนักท่องเที่ยว
ชายหนุ่มเดินมาเรื่อยๆจนพ้นแนวป่าก็พบกับเนินหญ้าสีเขียวขจี แซมด้วยดอกหญ้าเล็กๆสีขาวที่มารู้ภายหลังว่ามันคือดอกกระดอกกระดุมเงิน ปลายเนินด้านหนึ่งมองเห็นพื้นที่ของไร่ข้าวโพดกว้างใหญ่ที่อยู่ต่ำลงไป พระอาทิตย์กำลังคล้อยต่ำลงที่ด้านนั้น ชายหนุ่มมองภาพนั้นราวกับถูกสะกด ขวามือเป็นบ้านชั้นเดียวหลังเล็กๆ
หน้าบ้านปลูกดอกไม้สีขาวเหมือนกับที่รีสอร์ต
เป็นบ้านหลังน้อยที่ดูกลมกลืนและอ่อนน้อมไปกับความงามรอบด้าน
กวินพัฒน์มองลูกไฟสีส้มที่กำลังโน้มต่ำสู่ผืนดิน
แสงสีส้มที่ทออกมาราวกับว่ามันเกียจคร้านเต็มทน
กลิ่นดอกไม้ป่าหอมอวลมากับลมสายหนึ่งพาเอาความชื้นเล็กๆมากระทบผิวกาย
ชายหนุ่มจ้องมองภาพนั้นราวกับฝัน
ภาพแสงสีส้มที่โอบไล้ไร่ข้าวโพดกว้างใหญ่
ลมเดือนสิงหาคมในยามเย็นล้อไปกับต้นข้าวโพดเหมือนกำลังเต้นรำ...เหมือนหญิงสาวผู้งดงามกำลังเต้นรำล้อแสงไฟ
จนอาทิตย์จมหายสู่อ้อมกอดของผืนดินชายหนุ่มจึงได้สติกลับมา แหงนหน้ามองฟ้าด้วยความเคยชิน
มืดแล้ว
ไฟอัตโนมัติที่หน้าบ้านหลังเล็กๆนั่นเปิดขึ้น เรียกความสนใจของกวินพัฒน์ แต่ความกระวนกระวายใจมีมากกว่า
มืดแล้วจะทำอย่างไรเพราะทางที่ขึ้นมาที่นี่ก็เป็นป่า
แม้จะไม่รกชักแต่ก็คงอันตรายไม่น้อย หากจะเข้าไปที่บ้านหลังนั้น
ก็ไม่รู้ว่าเป็นบ้านใครจะไปสุ่มสี่สุ่มห้าได้หรือ
ถึงจะมั่นใจว่าในบ้านไม่มีคนอยู่ก็เถอะ
ชายหนุ่มยกโทรศัพท์มือถือขึ้นมาดูแบ็ตเตอรี่เหลือน้อยเต็มที
เขาตัดสินใจโทร.หาเพื่อนสาวญาติเจ้าของไร่
รอสายสักพักก็มีคนรับ
“ฮัลโหลโจ
แกอยู่ไหน”
เสียงของฝ่ายนู้นกระวนกระวายมาก
“เอ่อ...ไม่รู้อ่ะ”
ก็ไม่รู้จริงๆ
“ไม่รู้คืออะไร
หลงอยู่ในไร่หรือ”
“เปล่า
มันไม่ใช่ที่ไร่แต่มันก็อยู่ในไร่”
เขาก็ไม่รู้จะอธิบายอย่างไร
“อะไรของแกเนี่ย
อยู่ไหนกันแน่”
“เอ่อ”
“แกคุยกับก็อตละกัน” สิ้นเสียงนั้น
ก็มีเสียงแว่วๆเรียกขานให้ใครอีกคนมาพูดสาย
“ฮัลโหล” เสียงทุ้มคุ้นหูลอดผ่านปลายสายมา
“อือ” ตอบกลับเสียงแผ่ว
“อยู่ไหน”
“ไม่รู้”
“ทำไมไม่รู้”
“ก็ไม่รู้จริงๆ”
“อยู่ท้ายไร่หรือเปล่า”
“ไม่รู้”
“เฮ้อ..ลองอธิบายที่ที่อยู่ตอนนี้มาซิ”
“มันเป็นเนินกว้างๆ
สวยๆมีดอกไม้ มีบ้านเล็กๆสวยๆหลังนึง”
กวินพัฒน์อธิบายตามที่เห็น
บัดนี้เขาเดินมานั่งที่เก้าอี้หน้าบ้านหลังที่ว่านี้
“รอผมที่นั่น” ว่าตอบมาแค่นั้นก็ตัดสายไป
กวินพัฒน์นั่งเงียบๆ มองไกลยังท้องฟ้าเบื้องบน พระจันทร์ขึ้นแล้ว
แสงนวลตาเว้าแหว่งไปจากเมื่อคืนวานเล็กน้อย
จันทร์คืนแรม
สัตว์กลางคืนเริ่มส่งเสียงตามกิจวัติของมัน เสียงหรีดหริ่งดังระงมอยู่รอบด้าน สายลมอ่อนๆยังโชยมาไม่ขาด
เวลาผ่านไปกลุ่มเมฆฝนลอยต่ำบดบังแสงจันทร์เสียมิด
ลมอ่อนๆที่พัดชายเมื่อครู่เปลี่ยนเป็นลมเย็นๆที่พัดแรงขึ้น
แนวป่าด้านหลังส่งเสียงอู้ เสียงสัตว์กลางคืนหายไป แสงสว่างวาบหนึ่งเกิดขึ้นที่ปลายฟ้าด้านทิศใต้แล้วหยาดน้ำก็พร่างพรม
อะไรจะซวยกว่านี้ไม่มีแล้ว
ติดอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้คนเดียวแล้วฝนก็ดันตก ฝนเดือนสิงหาคมเป็นเช่นนี้
ช่างเป็นเดือนที่สภาพอากาศเอาแต่ใจตัวเสียจริง
กวินพัฒน์ตัดสินใจเดินไปหลบฝนอยู่ใต้ชายคาบ้านหลังนั้นที่แม้จะไม่รู้ว่าเป็นบ้านของใคร
แต่ตอนนี้เขาขอใช้หลังคาหลบฝนหน่อยก็แล้วกัน
อากาศเริ่มเย็นขึ้นเรื่อยๆ
ดูจากปริมาณน้ำฝนแล้วคงตกเช่นนี้ไปอีกหลายชั่วโมง
คนที่บอกว่าจะมารับป่านนี้ก็ยังไม่มา ฝนลงหนักขนาดนี้จะมาได้หรือ
ดวงตาเรียวรีกวาดมองไปรอบกายหากกลับไปที่รีสอร์ตไม่ได้เขาคงต้องนอนที่นี่ ลองขยับบานหน้าต่างดู...ล็อค เยี่ยมเข้าไปหลบในบ้านก็ไม่ได้
ความกลัวเริ่มครอบงำเข้ามาทีล่ะน้อย
กวินพัฒน์ไม่ใช่คนขี้กลัว
หากแต่ในสถานการณ์เช่นนี้มีใครบ้างไม่กลัว
สายฝนที่เหมือนจะยิ่งตกหนักขึ้นและความมืดรอบกายแม้แสงไฟจากหน้าบ้านหลังเล็กก็ดูจะไม่ช่วยเยียวยาความกลัว
เมื่อคนเรากลัวจินตนาการจะทำงานได้ดีกว่าปกติและมักจะเป็นจินตนาการด้านร้ายเสมอ ราวกับว่าเทพเจ้าแห่งความกลัวรอเวลานี้อยู่แล้ว
ชายหนุ่มทรุดตัวลงนั่งกับพื้นกอดกระเป๋ากล้องไว้แน่น ซุกหน้าลงกับอ้อมแขนของตัวเอง
เป็นแบบนี้อีกแล้ว...ตลอดหลายปีที่ผ่านมากวินพัฒน์เกลียดช่วงเวลาแบบนี้สุด
เวลาที่ต้องกอดตัวเองเอาไว้แบบนี้
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าใด...แสงไฟที่ทอดมากระทบกายทำให้ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นมอง
มันเป็นแสงจากไฟฉาย
กวินพัฒน์ผุดลุกขึ้นยืน ทิ้งกระเป๋ากล้องและเดินเข้าไปหาแสงไฟนั้น ไม่สนใจว่าตนเองจะเปียกปอน
เจ้าของไฟฉายคือชายหนุ่มเจ้าของไร่
เมื่อพ้นแนวป่าออกมาเขาเห็นว่ากวินพัฒน์นั่งอยู่นายคาบ้านก็เบาใจแต่ก็ต้องตกใจเมื่ออีกคนทิ้งกระเป๋าลงและเดินฝ่าสายฝนมาที่เขา เมื่อเดินมาจนเกือบถึงหน้าบ้านอิทธิพัฒน์ก็เข้าถึงตัวอีกฝ่าย
เขาคว้าเข้าที่ข้อมือของกวินพัฒน์ทว่าโดนสะบัดออกอย่างแรงเขามองอีกคนด้วยความงงงวย
เพี๊ยะ!!!
เสียงฝ่ามือกระทบใบหน้า อิทธิพัฒน์หน้าชาวาบด้วยแรงนั้น
แต่ต้องตะลึงเข้าอีกคำรบหนึ่งเมื่อคนที่พึ่งตบหน้าเขาไปนั้น
โถมตัวเข้ากอดเขาสุดแรง
เสียงสะอื้นที่ดังข้างหูทำให้เขาใจเย็นลง
“ฮึก ทำไมมาช้า”
“ชู่ววววว
ไม่เป็นไรนะผมอยู่นี่แล้ว ไม่เป็นไรนะไม่ต้องกลัวนะครับ” เขาเอ่ยปลอบอีกคน
อิทธิพัทธ์จูงมือของคนที่บัดนี้ตัวสั่นด้วยความหนาวให้เข้ามาในชายคาบ้าน
เขาล้วงเอากุญแจออกมาจากกระเป๋ากางเกงแล้วไขประตู เหลือบมองคนข้างๆ
จูงมืออีกคนให้เดินตามเข้าบ้านมา
เขากำลังจะเดินไปเปิดไฟแต่แรงดึงที่ชายเสื้อทำให้หันมามองที่มาของแรงนั้น
“ผมจะไปเปิดไฟ
โจยืนรอตรงนี้นะผมไปแป๊ปเดียว”
ทำท่าจะแกะมืออีกฝ่ายอีกจากชายเสื้อ
แต่กวินพัฒน์กลับโถมตัวกอดเขาไว้แน่น
“ไม่เอา” เสียงอู้อี้ดังขึ้นที่ซอกคอ ลมหายใจอุ่นร้อนเป่าลงมา
“ไม่เปิดไฟแล้วจะมองเห็นได้ยังไง” เขาพยายามจะแกะมือของอีกคนออก
พยายามข่มอารมณ์ความปรารถนาที่พุ่งขึ้นมาจนน่าตกใจนี้แต่ทว่าไม่เป็นผลเมื่อกวินพัฒน์กอดรัดเขาแน่นขึ้น
“ไม่ให้ไป
ไม่ให้ไปไหนแล้วทั้งนั้น”
“โจ”
เจ้าของไร่หนุ่มพูดได้แค่นั้นก็ต้องตัวนิ่งค้างไปชั่วขณะ
เมื่อสัมผัสนุ่มแตะผะแผ่วที่ริมฝีปาก
แรงขบเม้มบางเบาดึงอารมณ์ที่กำลังควบคุมให้มอดลงนั้นพุ่งสูงขึ้นมาอีก ชายหนุ่มตอบสนองสัมผัสนั้นด้วยความต้องการที่เหนือกว่า
พัดพาความเริงแรงด้วยสัมผัสที่ทวีความร้อนเร่า
ผละออกมาเพียงเพื่อเติมความต้องการครั้งแล้วครั้งเล่า
เสียงหอบกระเส่าของคนสองคนในโถงของบ้านหลังเล็กดังแผ่วไปกับสายฝน
อิทธิพัทธ์ผละออกจากจุมพิตนั้นดึงแขนอีกฝ่ายให้ก้าวตาม ด้วยความงุนงงและพล่าเบลอกวินพัฒน์ถูกผลักลงบนเตียง
อิทธิพัทธ์โน้มตัวลงมอบจุมพิตให้อีกคนอีกครั้ง คราวนี้มันดิบเถื่อนเร่าร้อน
ทั้งคู่กอดรัดกันแนบแน่นด้วยแรงปรารถนารุนแรง
ร้อนรุ่มและกรรโชกพัดดั่งสายฝนกลางฤดูร้อน
พัดพาเอาความซาบซ่านมาสู่ทั้งคู่อย่างรุนแรง
อิทธิพัทธ์กดร่างของอีกฝ่ายให้แนบลงกับเตียง ร่างกายโปร่งบางถูกบดเบียดแนบแน่น
และถูกรุกรานโดยริมฝีปากร้อนๆที่ไล่แตะตั้งแต่ขมับ
เรื่อยมาถึงสันกรามที่เรียวได้รูป และซอกคอหอมกรุ่น
กวินพัฒน์จิกทึ้งกลุ่มผมดกดำของอีกฝ่ายด้วยความรัญจวน ความร้อนบางอย่างบิดมวลในช่องท้อง ไม่สามารถควบคุมร่างกายได้อย่างเคย
ปล่อยให้อีกคนจับเรียวขาของตนให้แยกออกเกี่ยวเข้ากับสะโพกสอบแข็งแกร่ง
ร่างกายที่เปียกปอนของทั้งคู่ดูจะไม่เป็นอุปสรรค์ต่อกิจกรรมร้อนแรงบนเตียง
แต่มันกลับเพิ่มความปรารถนาที่อยู่ภายในให้คุโชนส่งผ่านแววตาออกมาอย่างชัดเจนยามเมื่ออิทธิพัทธ์จ้องมองอีกฝ่าย
โน้มตัวลงมอบจุมพิตให้อีกครั้ง ปลายลิ้นรุกล้ำประหนึ่งปลายทวนทิ่มแทงเนื้อนิ่มให้บิดเกร็ง ทุกตารางนิ้วที่ริมฝีปากเคลื่อนผ่าน พื้นผิวที่ถูกลมหายใจร้อนลูบไล้ กระตุ้นอารมณ์ดำกฤษณาให้ลุกโชนจนไม่อาควบคุม
อิทธิพัทธ์ลัดเลาะริมฝีปากร้อนๆลงต่ำเรื่อยไปถึงไหปลาร้านูนสวย กวินพัฒน์ผิวขาวจัดจนขึ้นเป็นรอยแดงจางๆเมื่อจุมพิตขบเม้ม ปลายเท้าเกร็งจิกที่นอนด้วยความซ่านที่ตีขึ้นมา
กวินพัฒน์ขบริมฝีปากเม้มแน่นยามเมื่ออีกคนจุมพิตต่ำลง ปลายนิ้วบดกับจุดอ่อนไหวที่ปลายอก อิทธิพัฒน์กดหน้าแนบกับซอกคอหอมกรุ่นอย่างพึงพอใจในรสสัมผัส
กระดุมเสื้อถูกปลดออก อิทธิพัทธ์แหวกสาบเสื้อออกจากกันโยนมันทิ้งลงข้างเตียง กัดกินทุกเนื้อผิวที่เย้ายวนใจนั่น ไม่ได้อ่อนนุ่มเหมือนร่างกายหญิงสาว
ในทางกลับกัน มันอัดแน่นไปด้วยเสน่ห์ของบุรุษเพศ เรือนร่างงดงามราวรูปสลัก
โค้งเว้าและแข็งแรงผสานไปกับความอ่อนไหวของเนื้อหนังจนพาลทำให้เลือดสูบฉีด
มือเรียวยาวข้างหนึ่งขยับมาสะกิดกระดุมเสื้อของอิทธิพัทธ์ทำให้เขาต้องเงยหน้าขึ้นมาจากความหอมหวานนั้น
จ้องเข้าไปในดวงตาเรียวรีที่บัดนี้ชุ่มชื้นด้วยไฟปรารถนาส่งสัญญาณเย้ายวนให้หลงใหล กระดุมเม็ดแรกหลุมจากรังดุม สองสายตาผสานกัน
จนเม็ดที่สองปลายนิ้วเรียวยาวเกลี่ยไล้ลดต่ำลง
อิทธิพัทธ์ส่งเสียงคำรามในลำคอราวสัตว์ร้าย
จนเม็ดที่สามมือหยาบกร้านของเจ้าของไร่หนุ่มคว้าเข้าที่มือขาวซุกซน
“ถ้าโจไม่หยุดผมตอนนี้ ผมจะไม่หยุดอีกแล้วนะ” เสียงแหบพร่าด้วยราคะเอ่ยถามชิดริมฝีปาก
ความอ่อนนุ่มประทับที่มุมปาก
มืออีกข้างเกลี่ยไล้แผ่วเบาไปตามสันกรามได้รูปหล่อเหลา
เสียงกระซิบแผ่วเบาแหบพร่าไม่ต่างกัน
“ก็ไม่คิดจะห้ามอยู่แล้ว”
สิ้นคำอนุญาต พญาราชสีห์ก็กระโจนเข้าตะครุบกวางหนุ่ม
เนื้อหนังเปลือยเปล่าเกยก่ายกอดรัดกันแน่นกันบนเตียง
เสียงคำรามของท้องฟ้าเบื้องนอกผสานกับเสียงครางแผ่วเบา
อิทธิพัทธ์จ้องมองร่างกายขาวสว่างด้วยความหลงใหล
ไล่จุมพิตตั้งแต่หน้าผากมนจนถึงปลายเท้า
ชายหนุ่มเจ้าของไร่แสงจันทร์จ้องมองที่ความปรารถนาของคนใต้ร่างอย่างลำพองใจเมื่อมันลุกตั้งขึ้นมาด้วยความรัญจวนจากการปนเปรอของตน
เขาสะบัดปลายนิ้วมือกับความอ่อนไหวนั่นเรียกเสียครางหวานให้ดังขึ้น
“อะ อ่าส์”
ใบหน้าขาวนวลแหงนเงยขึ้นทันทีที่ส่วนอ่อนไหวถูกสัมผัส กระแสไฟแล่นปราบจากปลายเท้าสู่เส้นผม ความกระสันซ่านโจมตีรุนแรงเมื่ออีกฝ่ายกลืนกินความต้องการนั้น
อิทธิพัทธ์ตวัดลิ้นร้อนกับความอ่อนหวานตรงหน้า ขบเม้มอย่างรู้ใจ
เรียกไฟราคะให้ลุกโชนครั้งแล้วครั้งเล่าให้มอมเมาดั่งสุราฤทธิ์แรง ขบเม้มดูดกลืนดั่งผลไม้จากสวรรค์บ่มจนสุกงอมหอมหวานฉ่ำชื้น...แล้วผละออก
“อ๊ะ ไม่นะ” กวินพัทธ์ราวถูกฉุดลงจากยอดพีระมิด อารมณ์ใคร่ที่โหมแรงถูกทำให้หยุดะงัก
มือเรียวเอื้อมไปจะคว้าเอาความปรารถนานั้นเพื่อสร้างความหฤหรรษ์ให้ดำเนินต่อ
ทว่ากลับถูกขวางด้วยมือหยาบกร้าน
“ก็อต ไม่เล่นนะ”
เอ่ยว่าคนที่พาเขาเกือบแตะขอบแห่งความสุขแล้วกลับหยุดแล้วยังขวาง
“ก็ไม่เล่น”
ว่าจบนิ้วเรียวยาวสัมผัสความรุ่มร้อนทางด้านหลัง กดเข้าไปทีเดียวสองนิ้ว
ใบหน้าขาวแดงก่ำนิ่วเข้าด้วยกัน
ส่งเสียงเครือครางแผ่วเบา
อิทธิพัทธ์เคลื่อนตัวเข้าประทับจุมพิตอีกฝ่าย
นิ้วมือยังเข้าประชิดไม่หยุดหย่อนเพิ่มจำนวนและหมุนคว้างในร่างกายรุ่มร้อน
เขาคำรามออกมาดุจสัตว์ร้ายเมื่อพบว่ามันตอดรัดและแนบแน่นเพียงใด ความปรารถนาที่กลางกายดุจจะผลิแตก
“แฮ่ก อืมส์”
เสียงแหบพร่าดังขึ้นชิดใบหู
กระตุ้นให้สัตว์ร้ายในกายของอิทธิพัทธ์สำแดงตนออกมา
มันกางกรงเล็บและเข้าจู่โจมกวางหนุ่มด้วยแรงร้อนความต้องการ
กวินพัฒน์สะดุ้งเฮือกเมื่อร่างกายถูกรุกล้ำ
สัมผัสร้อนที่กดลึกเข้ามาในร่างกายทำให้เขาต้องจิกเล็บลงกับไหล่ของอีกฝ่าย
ฟันคมขบเข้าหากันด้วยความเจ็บและเสียดเสียวจนยากจะแยกออก
ร่างกายค่อยๆกลืนกินความปรารถนารุ่มร้อนของอีกคนเข้ามา เสียงคำรามด้วยความพึงพอใจของคนเหนือร่างทำให้ไฟกฤษณาลุกโชนอีกระรอก
ปีศาจร้ายแทรกลึกกดย้ำเข้ามาในกายจนสุด
“อ่าส์”
อิทธิพัทธิคำรามออกมาเมื่อความร้อนโอบรัดความปรารถนาของเขาไว้
ในวินาทีแห่งความอบอุ่นนั้นกวินพัฒน์ผุดลุกขึ้นดันให้อีกฝ่ายนอนราบลงกับเตียง กดร่างกายของตัวเองให้โอบรัดแนบแน่นขึ้นไปอีก
สัตว์ร้ายฝังลึกอยู่ในกายร่ำร้องสัมผัสที่มากกว่า
อิทธิพัทธ์นิ่งอึ้งไปเมื่อร่างกายขาวเนียนนั่งคร่อมอยู่เหนือร่างโดยมีร่างกายของเขาฝังลึกอยู่ สายตาปรือปรอยจากดวงตาเรียวรีจ้องมองมาที่เขาฉายแววสนุกสนาน
กวินพัฒน์ขยับกายขึ้นลงช้าๆ
ความเสียดในทีแรกเปลี่ยนเป็นความเสียวที่เพิ่มมากขึ้น ดั่งร่างกายได้ลิ้มลองน้ำจันชั้นเลิศ
เมื่อได้แล้วก็อยากได้อีก สายฝนจากภายนอกยังตกลงมาไม่หยุด
สายลมกระโชกพัดรุนแรงต่างจากภายในห้องนอนเล็กๆที่ความร้อนเร่าดูจะแทรกซึมไปทุกอนูในอากาศ เหงื่อกาฬพร่างพราวระยิบต้องตายามเมื่อฟ้าแลบแปลบปราบ
ความรู้สึกถูกเติมเต็มทุกครั้งที่กดกายลงแนบแน่น
และว่างเปล่าเมื่อถอดถอยจนต้องกระตุ้นให้ขยับโยกรุนแรงเรื่อยๆซ้ำๆโดยไม่อาจหยุดยั้ง
“แฮ่ก ไปหัดมาจากไหนเนี่ย”
อิทธิพัทธ์เอ่ยขึ้นยามเมื่ออีกฝ่ายผ่อนแรงลงเป็นบดเบียดนวดคลึงคว้านไปทั่วโพรงอ่อนนุ่มรุ่มร้อนนั้น
“ทำไม ไม่ดีหรือ”
น้ำเสียงแหบพร่าเย้าแหย่ดังมาจากกวางหนุ่มที่บัดนี้เป็นผู้คุมเกม
หากทว่าพญาราชสีห์มิอาจห้ามใจกับเนื้อหวานๆที่ต้องการลิ้มลอง อยากจะขบกัดและฉีกทึ้งด้วยกรงเล็บของตนเอง เขาพลิกร่างของอีกคนให้ลงนอนหงาย
จับข้อเท้าของอีกคนให้แยกออกกว้าง กดย้ำร่างกายให้ลึกล้ำรุนแรงกว่าเดิม
พายุฝนภายนอกรุนแรงเท่าใดหากแต่พายุอารมณ์ภายในห้องนี้ดูจะรุนแรงกว่า
ความรุ่มร้อนแข็งแกร่งที่ตอกลึกสู่เรือนกายสร้างความเสียวซ่านแปลบปลาบไปทั่วร่างทำให้กวินพัทธ์มิอาจห้ามเสียงของตนได้อีกต่อไป
“อ๊า อ๊ะ ฮะ อึก”
หอบหายใจถี่รัว มือขาวคว้าสะเปะสะปะไปทั่ว
มัวเมาไปกับความหฤหรรษ์ที่อีกฝ่ายมอบให้
ในยามนี้หากกิจกรรมยามนี้คือน้ำจันเขาคงเป็นเมรี
ที่ถูกหลอกให้ดื่มกินครั้งแล้วครั้งเล่า
เรือลำใหญ่โหมแรงเข้าสู่ถ้ำทองที่ลึกล้ำด้วยความปรารถนาแรงกล้า
มิอาจฉุดรั้งให้ถอดถอย คลื่นน้ำกระโชกพัดรุนแรงสอดรับความยิ่งใหญ่ให้เคลื่อนเข้าใกล้ปลายทาง
เพลิงร้อนที่ปลายทางสว่างวาบขึ้น
พลันร่างกายทั้งคู่เกร็งแน่น
หยาดพิสุทธิ์พร่างพรมที่ปลายทาง
ความอิ่มเอมสุขสมเกิดขึ้นราวกับได้ล่องลอยสู่สวรรค์
.........................................
....................
........
...
.
ฝนภายนอกซาลงมากแล้ว
อิทธิพัทธ์กกกอดร่างกายขาวนวลเนียนไว้ในอ้อมแขน
ใบหน้าขาวกระจ่างในความมืดซบอยู่ที่ไหล่ของเขา ทั้งคู่นอนอยู่ที่ข้างเตียงมีฟูกเล็กๆที่เขาหามาปู
และผ้าห่มนวมผืนเดียวกันห่มกายอยู่เพราะบนเตียง...นอนไม่ได้
ก้มมองใบหน้าของคนในอ้อมกอดที่บัดนี้หลับพริ้ม ก้มลงสูดความหอมบนหน้าผากเนียนด้วยความสุขใจ
อิทธิพัทธ์จ้องมองออกไปนอกหน้าต่างที่บัดนี้ฝนก็ยังตกลงมาไม่หยุด คืนนี้มองไม่เห็นพระจันทร์บนฟ้า
แต่ใครจะสนพระจันทร์บนนั้นในเมื่อเขามีพระจันทร์ของเขาอยู่ในอ้อมกอดยามนี้
ใช่แล้ว เขาเผลอกอดพระจันทร์ไปซะแล้วด้วยความเต็มใจของเจ้าตัวเองเสียด้วย
และแน่นอนว่าไม่ว่าอย่างไรเขาก็จะไม่ปล่อยไปอีกแล้ว
จะโอบกอดพระจันทร์เอาไว้
ให้เหมือนท้องฟ้า จะไม่ปล่อยให้หายไปอีกต่อให้ต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม
------------------------2BC------------------------------
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น